คุนิมิตซึ VS อาคุเมสึ :
เปลี่ยนแปลงสังคมต่างวิธีการ
posted on 21 May 2008 20:08 by media-eater in Manga
เราเคยลองสังเกตกันไหม? ว่าในปัจจุบัน ณ เวลานี้ ประเทศชาติบ้านเมืองของเรากำลังประสบกับปัญหาอะไรอยู่บ้าง? หากลองมองออกไปจากกรอบการใช้ชีวิตประจำวันของเรา พยายามใช้สายตามองให้กว้างออกไปถึงในระดับของสังคม อาจจะด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างเช่นในทุกๆวันที่เรานั่งรถประจำทางเดินทางไปมา ลองมองออกไปนอกรถและลองตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ ที่เราพบเจอกันเป็นทุกวันของชีวิต เราน่าจะเห็น "ปัญหา" ที่เกิดขึ้นในระหว่างทางที่สายตาของเรามองเห็นได้มากมายอย่างน่าตระหนกทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาที่เราเห็นเป็นประจำจนชินตาในเมืองหลวงอย่างปัญหาการจราจรติดขัด ไปจนถึงปัญหาใหญ่ๆที่เรามองข้ามเช่นปัญหาน้ำเน่าเสีย หรือปัญหาทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อชีวิตของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่น ปัญหาข้าวของแพง น้ำมันแพง ปัญหาคอร์รัปชั่น ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าบางปัญหาสำหรับเราก็นับว่าเป็นปัญหาที่เรียกได้ว่าค่อนข้าง "ไกลตัว" และยากที่จะมองเห็นต้นตอสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง หรือแม้เราจะทราบสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง แต่เราเองก็ไม่มี "พลัง" ใดๆที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้มันดีขึ้นเลย
คำถามสำหรับผู้ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็คือ หากเรามี "พลัง" ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องในสังคมได้มาอยู่ในมือ เราจะเลือกที่จะใช้ "พลัง" นั้นแก้ไขสังคมไหม? หรือแม้ว่าเราจะไม่มี "พลัง" ที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาต่างๆได้ในตอนนี้ แต่ในอนาคตเราจะไขว่คว้า "พลัง" ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมมาอยู่ในมือเราหรือไม่?
สำหรับสองคำถามนี้ แม้ว่าหลายๆคนอาจจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วก็ตาม แต่คำตอบที่เรากำลังจะได้พบในมังงะ (manga) สองเรื่องนี้คือ "อาคุเมสึ (Akumetsu) : หน้ากากปีศาจพิฆาตทรชน" (ผลงานของโยโก ยูกิ และ ทาบาตะ โยชิอากิ ตีพิมพ์โดยบรูพัฒน์ คอมิกส์) และ "คุนิมิตสึ : คนจริงจอมกะล่อน" (ผลงานชิ้นที่ 2 ของ 2 คู่หู ยูมะ อันโด และ มาซาชิ อาซากิ ตีพิมพ์โดยวิบูลย์กิจ) สองเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมผ่านแนวคิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่จะมาตอบคำถามของเราได้อย่างถึงพริกถึงขิงผ่านเรื่องราวทางการเมืองที่เข้มข้น เลือดเดือด และไม่เหมือนการเมืองใดๆที่เคยมีมา
เรื่องราวของ "อาคุเมสึ : หน้ากากปีศาจพิฆาตทรชน" เริ่มต้นขึ้นจาก "โช" เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ค้นพบว่าตนเองมีพลังอันยิ่งใหญ่ คือความเป็นอมตะไม่มีวันตายและสามารถอยู่ได้หลายสถานที่ในเวลาเดียวกัน เขาใช้พลังนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม (ในเรื่องจะเป็นฉากในญี่ปุ่น) ที่สุดแสนจะเน่าเฟะ ด้วยคติ "การกำจัดความชั่วร้าย" ซึ่งก็คือการไล่ล่าสังหารเหล่านักการเมืองคอร์รัปชั่นที่ทำให้สังคมญี่ปุ่นเกินจะเยียวยา ด้วยวิธีการอันโหดเหี้ยมแบบเลือดต้องล้างด้วยเลือด
ส่วนเนื้อเรื่องของบุรุษผู้ที่จะมาเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่นอย่าง "คุนิมิตซึ : คนจริงจอมกะล่อน" นั้น เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มเลขานักการเมืองฝึกหัด ที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศญี่ปุ่นให้ดีขึ้นด้วยวิธีการที่ใสสะอาดอย่าง การเลือกสรรนักการเมืองที่ดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง ผ่านวิธีการเลือกตั้งตามแบบแผนของระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง
จะเห็นได้ว่า แนวคิดทางการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมของทั้งสองคน ระหว่าง "อาคุเมสึ" และ "คุนิมิตสึ" ต่างฝ่ายต่างก็ยืนอยู่กันคนละขั้วอย่างสิ้นเชิง "อาคุเมสึ" ใช้การเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าการปฏิวัติ (revolution) ด้วยการกระทำสิ่งที่เรียกว่าการก่อการร้ายด้วยการไล่ล่าสังหารเหล่านักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างดุเดือด ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างฉับพลัน
แนวคิดของอาคุเมสึในการเปลี่ยนแปลงสังคม ก็คือแนวคิดง่ายๆด้วยวิธีการ "ทำลายล้างความชั่ว" ซึ่งความชั่วตามนิยามของอาคุเมสึ ก็คือผู้คนที่ทำให้ประเทศต้องตกอยู่ในสถานะไร้ซึ่งหนทางในการอยู่รอด ผู้ที่เผาผลาญงบประมาณของประเทศจนติดลบตัวแดงและทำให้ประเทศชาติต้องล่มสลายลงไปอย่างที่ไม่มีใครจะนึกถึงหากเพียงแค่มองสภาพสังคมในแบบผิวเผิน
อาคุเมสึใช้วิธีการตัดสินว่าใครเป็นความชั่วร้ายในรูปแบบของศาลเตี้ยที่ใช้การตัดสินตามสัญชาติญาณส่วนบุคคลเป็นหลัก อาคุเมสึจะเน้นย้ำเพื่อถามหา "ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น" (ซึ่งก็คือการคอร์รัปชั่น ในวงการการเมือง) กับบุคคลหรือหน่วยงานผู้ที่มีอำนาจในการควบคุมการโกงกินที่เกิดขึ้นนั้นๆ จากนั้นจึงกระทำการ "ประหาร" บุคคลผู้นั้นอย่างอำมหิตผ่านสื่อมวลชน โดยหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจสังหารเหยื่อแล้วตัวอาคุเมสึ เองก็จะระเบิดศรีษะของตนให้กระจุยไม่เหลือซากตายตามเหยื่อไปด้วย เนื่องจากแนวคิดหลักที่อาคุเมสึยึดถือคือ "การก่อการร้ายในอุดมคติ" ซึ่งหมายถึงการก่อการร้ายแบบ 1 ต่อ 1 หนึ่งเพื่อหนึ่ง ชีวิตต่อชีวิต อย่างแท้จริงโดยที่ไม่มีผู้อื่นพลอยรับเคราะห์ไปด้วย ซึ่งต่างจากการก่อการร้ายโดยทั่วไปที่มักจะทำให้ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาพลีชีพเพื่ออุดมการณ์ของผู้ก่อการร้ายแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงทำให้การกระทำของอาคุเมสึ แม้ว่าจะถูกมวลชนต่อต้านในทีแรกๆ แต่ภายหลังจากการประกาศเจตจำนงของอาคุเมสึผ่านทางสื่อไปยังประชาชนผ่านการกระทำอย่างชัดเจนของการสละชีพหนึ่งเพื่อหนึ่งของอาคุเมสึแล้ว ก็ทำให้เหล่าผู้ที่ถูกกดขี่ เหล่าผู้ที่ชีวิตต้องล้มเหลวจากผลการกระทำของเหล่าข้าราชการและนักการเมืองทุจริต ต่างก็ยอมรับอาคุเมสึในฐานะของ "ฮีโร่ผู้กำจัดความชั่วร้าย" ของสังคมญี่ปุ่นไปโดยปริยาย...
จากเรื่องราวของอาคุเมสึ ผู้ใช้การสังหารเหล่าทรชนเพื่อประโยชน์ของมวลชนที่เรียกได้ว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาสังคมด้วยวิธีอัน "ชั่วร้ายและผิดหลักมนุษย์ธรรม" ผ่านไปแล้ว ฮีโร่อีกคนหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่นให้ดีขึ้นด้วยวีธีที่เรียกได้ว่าต่างกับอาคุเมสึอย่างสุดขั้ว "คุนิมิตซึ" ชายหนุ่มท่าทางคล้ายนักเลง มากกว่าจะเป็นเลขานักการเมือง ผู้ไว้ผมทรงไถเปิด เด็กเอโดะผู้ที่ชื่นชอบงานวัดเป็นชีวิตจิตใจ ได้ออกเดินทางเพื่อทำจุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้น่าอยู่ขึ้น ผ่านวิธีการที่เรียกได้ว่าถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรม คุนิมิตซึมีความฝันที่จะได้ขึ้นปกครองประเทศโดยหวังจะได้เรียนรู้เรื่องราวทางการเมือง ผ่านประสบการณ์จากอาชีพเลขาฯนักการเมืองนั่นเอง ซึ่งโชคดีที่ตัวเขานั้นได้มีวาสนามาพบกับนักการเมืองมือใสซื่อมือสะอาดนามว่า "ซากากามิ เรียวมะ" ผู้ที่กำลังจะลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ ของเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งนอกโตเกียว ซึ่งเรื่องราวของคุนิมิตสึก็เริ่มขึ้น ณ จุดนี้
วิธีการเปลี่ยนแปลงสังคมของคุนิมิตซึนั้น เรียกได้ว่ามีความแตกต่างกันกับวิธีการก่อการร้ายของอาคุเมสึ อย่างที่เรียกได้ว่าเป็นคนละขั้วกันเลยทีเดียว คุนิมิตสึเลือกที่จะเคารพกฎหมายบ้านเมืองและความเป็น "ประชาธิปไตย" ที่ยึดหลักของการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยการเลือกตั้งเพื่อคัดเลือกคนดีๆ เข้ามาบริหารประเทศเป็นหลักซึ่งเป็นหลักการในอุดมคติและเปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรม ถึงในเนื้อหาของคุนิมิตซึ คนจริงจอมกะล่อนนั้นจะเน้นไปที่การเมืองในระดับท้องถิ่นในการเลือกตั้งผู้ว่าฯของเมืองเล็กๆ นอกโตเกียวก็ตาม แต่ระดับของการเมืองท้องถิ่น ก็เป็นระดับของการเมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองในระดับใหญ่ซึ่งก็คือระดับประเทศได้เช่นกัน
ถึงแม้ว่าตัวของคุนิมิตสึเองนั้นจะไม่ใช่คนที่ดูฉลาดนัก (เพราะเรียนจบแค่ ม. ต้น) แต่สิ่งทดแทนที่ติดมากับตัวเขาเป็นพรสวรรค์พิเศษ ก็คือ การที่เขาเป็นบุคคลที่มีแรงดึงดูดต่อฝูงชนสามารถเข้ากับกลุ่มคนได้ง่าย มีดวงสุดเฮงที่เรียกได้ว่าเป็น "บัญชาสวรรค์" คอยเกื้อหนุนเมื่อตัวคุนิมิตซึต้องพบเจอกับเหตุการณ์ร้ายๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือจิตวิญญาณในการเป็น "นักการเมือง" ที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับอุดมการณ์อันสูงส่ง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ "นายการเมือง" ที่อาศัยหน้ากากในวงการการเมืองเพื่อสรรหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าของตนเองเป็นหลัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คุนิมิตสึได้เรียนรู้มาจากอาจารย์ผู้ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าของเขา "ซากากามิ เรียวมะ" นักการเมืองมือสะอาดที่มีความตั้งใจอย่างจริงจังในการพัฒนาเมืองที่เขาเกิดมานั่นเอง
อันที่จริงแล้ววิธีการเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ว่าจะเป็นวิธีการของ "อาคุเมสึ" หรือ "คุนิมิตสึ" นั้น ต่างก็เป็นวิธีการที่อยู่ในอุดมคติซะทั้งคู่ เพราะไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมที่รวดเร็วฉับไวสไตล์เจอคนชั่วฆ่าให้เรียบ หรือ เลือกตั้งหาคนดีมาบริหารฯ ต่างก็มีความเป็นไปได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะการฆ่าให้เหี้ยนโดยไม่สนใจอะไรนั้น เราคงทำได้ยากหากเราไม่มีพลังพิเศษแบบอาคุเมสึ หรือการเลือกคนดีๆเข้าสภามาบริหารบ้านเมือง ก็มีแต่คนที่ไม่ค่อยจะดี (หรือต้นดีปลายร้าย : ดีแตก) มาให้เราเลือกอยู่เสมอๆ การจะหานักการเมืองในอุดมคติแบบ อ.เรียวมะ ในเรื่องคุนิมิตซึนั้น เรียกได้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ในสังคมเลย
อย่างไรก็ดี คำตอบของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยวิธีการตามแบบฉบับของมังงะสองเรื่องนี้ ต่างก็ชี้ให้เห็นถึงสภาวะของความเน่าเฟะทางการเมืองในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ในระดับรากเหง้าของการเมืองท้องถิ่น ที่โกงกินกันสะบั้นหั่นแหลก ซึ่งหากจะว่ากันตามตรงก็คงจะไม่ต่างกับบ้านเมืองเรานัก การ "เลือก" วิธีการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เรา ในฐานะมนุษย์ร่วมโลก อาจจะไม่สามารถเลือกวิธีการที่ผิดธรรมนองคลองธรรมในรูปแบบ "ศาลเตี้ย" อย่างวิธีการสังหารเหล่านักการเมืองชั่วๆ ทิ้งไปซะแบบอาคุเมสึได้ เราคงได้แต่ยอมรับและเลือกในวิธีการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยวิธีการในระบอบประชาธิปไตย ด้วยการ "เลือกตั้ง" ตามวิธีของคุนิมิตสึเพียงเท่านั้น เพราะการเลือกวิธีแก้ปัญหาที่รุนแรง แม้ว่าจะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ผลที่ตามมาก็รุนแรงไม่แพ้กัน ดังจะเห็นได้จากในเรื่องราวช่วงท้ายๆของอาคุเมสึ ที่ประเทศเกิดการระส่ำระส่ายอย่างหนัก เศรษฐกิจทรุดลงอย่างมาก เนื่องจากผลของการสังหารหมู่เหล่าผู้มีอิทธิพลด้วยฝีมือของอาคุเมสึนั่นเอง
ในโลกแห่งความเป็นจริง วิธีการของ "คุนิมิตซึ" นั้นมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ สามารถจับต้องได้มากกว่าวิธีการของ "อาคุเมสึ" อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ใครๆต่างก็ยอมรับ แต่โปรดจงอย่าลืมว่า วิธีการที่ใครๆต่างก็ยอมรับนี้ สามารถปนเปื้อนไปด้วยด้านมืดทางการเมือง กลโกงการซื้อเสียง การโกงการเลือกตั้ง (โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น) ฯลฯ ที่เป็นปัญหาใหญ่อันทำให้วิธีการทางประชาธิปไตยนี้ต้องมัวหมอง อีกทั้งคนดีๆที่มีให้เราได้ "เลือก" ก็ยังหาได้ยากยิ่งกว่าเพรชในขุนเขาเสียอีก และยิ่งหากเรามองภาวะในปัจจุบันของบ้านเมืองเราที่กำลังต้องการการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในสังคมแล้ว บางทีวิธีของ "อาคุเมสึ" ก็อาจจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่รวดเร็วฉับไว ทันใจใครหลายๆคนเป็นแน่แท้...


ว่าแล้วก็อยากหาอาคุเมสึมาอ่านด้วย (รุปสุดท้ายเลือดสาดสะใจจริงเชียว)
#1 By kororo on 2008-05-22 12:46