First Rule : Do not talk about Fight Club.. (กฏข้อแรก ห้ามพูดถึงไฟต์คลับ)

 

แต่กฏมีไว้ให้แหกครับ..

 

                สำหรับภาพที่เห็นจนชินตาในสังคมโลกยุคปัจจุบันนั้น พนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่งในแผนก เปรียบเหมือนเฟืองตัวเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนาดใหญ่ที่เรียกว่าบริษัท ที่ทำงานไปตามหน้าที่ๆได้รับมอบหมาย พอสิ้นเดือนก็รับเงินค่าแรงที่เรียกว่าเงินเดือน แล้วก็นำเงินนั้นไปจับจ่ายใช้สอยบริโภคต่อๆ กันจนกลายเป็นวงจรอันไร้ที่สิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "มนุษย์เงินเดือน"

 

                คำถามที่มนุษย์เงินเดือนตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง "Fight Club" คอยถามอยู่เสมอๆ ก็คือ

 

"ชีวิตที่อยู่ในวังวนของทุนนิยมแบบนี้มันถูกต้องแล้วหรือ?"

 

"มนุษย์เราสมควรที่จะเดินไปในเส้นทางของเงินตรางั้นหรือ?"

 

 

                ชายหนุ่มปริศนา (นำแสดงโดย Edward Norton) ที่ตัวหนังไม่แม้แต่จะใส่ใจบอกชื่อเสียงเรียงนามให้กับผู้ชมคนนี้ คือหนึ่งในมนุษย์เงินเดือนที่เรียกได้ว่าเกือบจะสมบูรณ์พร้อมในการเป็นหนึ่งในผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต "เขา" มีพร้อมทั้งหน้าที่การงานที่มั่นคง มีคอนโดหรู ณ แมนชั่นใจกลางเมือง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม มีเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ใส่แล้วเชิดหน้าชูตา เรียกได้ว่ามีแทบทุกอย่างที่คนเมืองในยุคนี้อยากจะมีเลยทีเดียว เพียงแต่เขากลับมีสิ่งที่ไม่อยากจะมีติดมาด้วยนั่นก็คือโรคนอนไม่หลับขั้นรุนแรง

 

                เหตุเพราะโรคนอนไม่หลับที่รุมเร้าและสร้างความทรมาณ "เขา" จึงพยายามหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสุดความสามารถแต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดๆ ก็ไม่ได้ช่วยเยียวยาให้ดีขึ้นเลย จนเขาได้รับการแนะนำจากแพทย์ให้ไปเข้าร่วม "กลุ่มบำบัด" (เป็นการจับกลุ่มของผู้ป่วยโรคต่างๆ ให้มาเปิดใจกัน ปรึกษาและเยียวยาซึ่งกันและกัน) และในกลุ่มบำบัดนี่เองที่ทำให้ "เขา" ได้ทำการปลดปล่อยความรู้สึกที่แท้จริง และเปิดใจด้วยการร้องไห้อย่างหมดเปลือกแม้ว่าเขาจะไม่ได้ป่วยใกล้ตายเลยก็ตาม

 

                ซึ่งแน่นอนว่ามันได้ผลในการักษาโรคนอนไม่หลับของเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ!

 

                นับตั้งแต่นั้น เขาก็ได้กลายเป็นคนเสพติดการบำบัดกลุ่มไปโดยปริยาย ไม่ว่าเป็นการบำบัดโรคอะไรร้ายแรงแค่ไหน เขาลุยดะเหมาหมดทุกอย่าง เพราะนั่นจะช่วยให้เขาได้ "ปล่อยปล่อย" อะไรบางอย่างจากแรงบีบคั้นรอบตัวเขาเอง

 

 

                "ถ้าคนอื่นรู้ว่าเราใกล้ตาย เขาจะยอมฟังที่เราพูดโดยไม่ต้องรอให้ตายก่อน"

 

                การกระทำของ "เขา" นั้น หากเราจะทำการวิเคราะห์ดูดีๆ แล้ว เป็นไปได้ว่าอาการที่เขาเป็นอยู่นั้นก็คงไม่ต่างอะไรๆ กับอาการที่คนเมืองหลายๆ คนประสบอยู่ในยุคปัจจุบัน นั่นคืออาการ "เหงา" นั่นเอง

 

                ในสังคมเมืองหลวงยุคปัจจุบันที่มนุษย์ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างใช้การตัดสินคุณค่าของชีวิตไปที่แผ่นกระดาษที่มีชื่อว่าเงินตรา และทำทุกวิถีทางเพียงเพื่อจะได้มีเงินไปใช้เชิดชูระดับชีวิตของตนในสังคม
อันสะท้อนออกมาจากการบริโภคจับจ่ายใช้สอยสินค้าต่างๆ อย่างฟุ่มเฟือย

 

                ดังคำกล่าวของไทเลอร์ เดอร์เด้น ที่ว่า "คุณยอมให้สิ่งของต่างๆ เป็นเจ้าของตัวคุณเอง"

อย่างไรอย่างนั้นไม่มีผิด (ส่วนไทเลอร์เป็นใครนั้น จะกล่าวในภายหลัง)

 

                ผลกระทบที่มาจากความ "เหงา" นั้นต่างคนต่างก็แตกต่างกันไป เพียงแต่ผลสะท้อนออกมาที่ตัว
ชายหนุ่มคนนี้นั้นค่อนข้างออกมาแบบแปลกประหลาดไปซักหน่อย เพราะเป็นการแสดงออกมาในรูปแบบของ
โรคนอนไม่หลับ ซึ่งเจ้าโรคนอนไม่หลับนี่ค่อนข้างจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถเข้าสู่ภาวะวิกลจริตไปได้อย่างง่ายๆ เลยทีเดียวหากไม่ผ่านการรักษา

 

                ส่วนตัว "เขา" นั้นถือว่าโชคดีมาก ที่สามารถรักษาโรคนี้ได้ด้วยการเข้าร่วมกลุ่มบำบัดก่อนที่จะเข้าขั้น "บ้า" ไปได้เสียก่อน..

 

                และจะโชคดีกว่านี้ หากการรักษาโรคนอนไม่หลับของเขา เป็นไปได้อย่างดีตลอดรอดฝั่ง..

 

                ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้เขาไม่สามารถทำการรักษาได้อย่างที่ใจอยาก และนั่นทำให้โรคนอนไม่หลับยิ่งกำเริบหนัก จนเขาได้ก้าวล้ำเข้าไปอยู่ในโลกของการ "วิกลจริต" เข้าไปทุกทีๆ

 

                "ถ้าเราตื่นขึ้นในเวลาที่แตกต่าง ในสถานที่ๆ แตกต่าง เราจะตื่นขึ้นเป็นคนอื่นได้ไหม?"

 

 

                ในระหว่างการเดินทางไปทำงานตามที่ต่างๆ ของ "เขา" โชคชะตาก็ได้ชักนำให้เขาได้พบกับบุรุษปริศนาอีกคนหนึ่ง นามว่า "ไทเลอร์ เดอร์เด้น (นำแสดงโดย แบรด์ พิต)" ชายหนุ่มมาดกวนประสาท ที่ "เขา" จับพลัดจับพลูต้องมาอาศัยอยู่ด้วย เพราะว่าคอนโดฯ ที่เขาภาคภูมิใจนั้นได้มอดไหม้เป็นถ่านเนื่องจากแก๊สรั่วจนราบเป็นหน้ากลองไปซะแล้ว

                ไทเลอร์ เดอร์เด้น นั้นเรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่มีความต่างขั้วจาก "เขา" อย่างสิ้นเชิง ไทเลอร์เป็นคนทำงานกลางคืน รับงานเปลี่ยนม้วนฟิลม์ฉายหนัง (เพื่อที่จะแทรกเอาบางช็อตของหนังโป๊ไปโผล่ในหนังครอบครัว เป็นเทคนิคที่เรียกว่า Subliminal) ทำงานเป็นเด็กเสริฟ์ภัตตาคาร (เพื่อที่จะ เอ่อ... ปัสสาวะลงในซุป) นอกจากนั้นไทเลอร์ยังมีแนวคิดที่สุดโต่งเกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออกถึง "การบริโภคนิยม" อย่างที่ "เขา" เป็น

 

                "หลังการต่อสู้ ความกดดันในชีวิตก็เริ่มเบาบางลง เรารับมือกับทุกอย่างไหว"

 

 

                และด้วยต้นคิดจากไทเลอร์ เดอร์เด้น นี่เอง ที่เป็นต้นกำเนิดของการก่อตั้ง "Fight Club" ซึ่งเปรียบเสมือนกับแหล่งบันเทิงเพื่อปลดปล่อยสันดานดิบในตัวมนุษย์ออก ปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างจากการกดดันของสังคม หน้าที่การงาน ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย ลูกน้อง ภารโรง บริกร ฯลฯ เมื่อมาอยู่ในคลับแห่งนี้ ทุกๆ คนมีสิ่งที่เท่าเทียมกันนั่นคือร่างกายและกำปั้นที่กระหน่ำใส่กันเท่านั้น

                และเจ้าคลับแห่งการต่อสู้ที่ไทเลอร์เป็นต้นคิดนี่เอง ที่เป็นต้นกำเนิดที่นำความยุ่งเหยิงมาสู่ชีวิตของ "เขา" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อไฟต์คลับ ได้ค่อยๆ ถูกยกระดับจากกลุ่มชุมนุมธรรมดาไปสู่ "องค์กรก่อการร้าย" ที่มีศัตรูหลักเป็นระบอบทุกนิยม!

 

                Fight Club เป็นผลงานของผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ (Panic Room, Se7en ฯลฯ) ที่มีแก่นเรื่องว่าด้วย "การเสียดสีระบอบทุนนิยม" อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเลยดีเดียว ซึ่งผลงานชิ้นนี้นอกจากจะแฝงไปด้วยการเสียดสีที่ว่าแล้ว บทและการเล่าเรื่องภาษาหนังนั้นจัดได้ว่าเข้าขั้น ที่สำคัญยังดำเนินเรื่องไปได้อย่างสนุกสนาน โดยภาพยนตร์เล่าเรื่องผ่านมุมมองของ "ชานหนุ่มไร้นาม" ที่เป็นตัวเอกของเรื่อง และเป็นผู้บรรยายเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

 

                อย่างที่ได้กล่าวไปว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นการนำเสนอเนื้อหาเสียดสี "ระบอบทุนนิยม" และ "บริโภคนิยม" ซึ่งตัวภาพยนตร์ได้สะท้อนแนวคิดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนเป็นสองขั้วระหว่าง "เขา" (Edward Norton) และ "ไทเลอร์ เดอร์เด้น" (Brad Pitt)

 

 

                ตัวละคร "เขา" นั้น จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวละครที่ผู้กำกับต้องการให้สะท้อนออกมากับบุคคลในยุคปัจจุบันที่อาศัยอยู่ในสังคมเมือง เป็นมนุษย์เงินเดือนปกติธรรมดาที่ชอบการช็อปปิ้ง ติดแบรนด์เนม วัดคุณค่าของคนด้วยจำนวนเงินที่อยู่ในบัญชีธนาคาร ด้วยรถยนต์ที่ขับ ด้วยการแต่งตัว ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาในสายตาของคนในยุคปัจจุบันทั้งสิ้น

 

                ในทางกลับกัน ไทเลอร์ เดอเด้น กลับมีแนวคิดที่ไม่ขึ้นกับสิ่งของนอกกายเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ไทเลอร์เชื่อมั่นในจิตวิญญาณของมนุษย์ เขากล้าได้กล้าเสียและมีความเป็นผู้นำอย่างเหลือล้น อีกทั้งยังอาศัยเลี้ยงชีพด้วยความรู้แปลกๆ ที่ปกติมนุษย์ไม่กระทำกัน เช่นไปขโมยไขมันมนุษย์ที่คลินิกลดความอ้วนมาเพื่อทำเป็นสบู่ ซึ่งนอกจากจะนำไปขายแล้ว ยังสามารถนำไขมันสบู่มาใช้ผสมเป็นไดนาไมต์ได้อีกด้วย! (เอากะมันสิ)

 

                และด้วยความเป็นผู้นำของไทเลอร์นี่เอง ที่ทำให้ "Fight Club" เป็นแหล่งรวบรวมของกลุ่มคนหนุ่มที่ไร้ซึ่งความหมายในชีวิต มาเพื่อปลดปล่อยตัวตนของความเป็นมนุษย์ออกมาอย่างแท้จริง โดยมีไทเลอร์เป็นดั่งศาสดาเบื้องหลัง คอยให้ "การบ้าน" แก่สมาชิกในคลับไปกระทำป่วนเมืองในรูปแบบต่างๆ

                ซึ่งทั้งหมดนั้นมีจุดมุ่งหมายสูงสุดเพื่อทำลายล้างสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุด ที่มนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้นมาอย่าง "เงินตรา" ให้หมดสิ้นไป ด้วยภารกิจวางระเบิดทำลายตึกสถาบันการเงินใหญ่ของโลกพร้อมกันทุกแห่ง ซึ่งจะส่งผลให้ข้อมูลทางการเงินของโลกถูกลบล้างทิ้งไปอย่างหมดสิ้นไม่เหลือหลอ และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบให้กับทั้งระดับบุคล นิติบุคคล รวมไปถึงโลกทั้งใบอย่างแน่นอน

 

                เรียกได้ว่า "รีเซ็ต" ชีวิตกันใหม่เลยทีเดียว (ใครติดหนี้ธนาคารหรือบัตรเครดิตอยู่ก็เฮกันได้)

 

                หากจะว่ากันตามตรงแล้ว แนวคิดการต่อต้านระบบทุนนิยมหรือระบบบริโภคนิยมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรในวงการสื่อ เราจะพบการประชดประชันการขาด "จิตวิญญาณ" ในสังคมได้ทั่วไปในงานศิลป์ยุคใหม่ หรือภาพยนตร์บางเรื่องที่แอบแฝงประเด็นในเรื่องนี้ไว้มากมายไปหมด แต่อาจจะไม่สร้างผลกระทบให้ "โดนใจ"
เท่ากับภาพยนตร์เรื่องนี้

 

                 ในแง่ของภาษาหนังแล้ว Fight Club สอบผ่านฉลุยในการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ ทำให้เรารู้สึกสนใจในการติดตามความเป็นไปของตัวละคร "เขา" อยู่ตลอดเวลา (หากเทียบเป็นกราฟ ก็น่าจะเป็นกราฟที่ไต่ระดับอยู่บนๆ แทบจะทุกช่วงของการเล่าเรื่อง) ตัวหนังเล่าเรื่องก็ผ่านมุมมองของ "เขา" และเสียงบรรยายของเอ็ดเวิรด์ นอร์ตัน ที่ให้อารมณ์ประชดแบบเนิบๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยั่นในชีวิตมาเป็นระยะ ซึ่งในจุดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับนอร์ตันไปเต็มๆ ที่แสดงออกมาเป็นผู้ชายที่มีความรู้สึกว่า เก็บอะไรไว้ลึกๆ จนพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ และที่มองข้ามไม่ได้ก็คือการแสดงของไอ้หนุ่มมาดกวนแบรต พิตต์ กับบทบาทของไทเลอร์ เดอร์เด้น ที่มีทั้งความเท่ห์แบบถ่อยๆ มีเสน่ห์เล็กๆ และไม่รู้ว่าพี่แกคิดอะไรอยู่ เมื่อรวมกับมาดกวนบาทาของพิตต์แล้วจึงออกมาเป็นตัวละครที่เท่ห์เหลือร้ายสุดๆ ตัวหนึ่งในโลกภาพยนตร์เลยทีเดียว

 

                ในท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าการแสวงหาความหมายแห่งการมีชีวิตอยู่ ที่ไทเลอร์ค้นหามาตลอด จะเป็นการปลดแอกผู้คนออกจากเครื่องพันธนาการที่ชื่อว่าเงินตรา หรือจะเป็นการจัดตั้ง Fight Club ซึ่งเปรียบเสมือนกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการปลดปล่อยความเป็นมนุษย์ไปทั่วประเทศก็ตาม ต่างก็เป็นหนทางในแบบ "สุดโต่ง" ไปทั้งสิ้น จะเป็นไปได้ไหม? หากเราจัดลำดับคุณค่าในชีวิตเราซะใหม่ ด้วยการให้ความสำคัญกับจิตใจและความสัมพันธ์ของมนุษย์โดยจัดเอาวัตถุเป็นเรื่องรองลงไป

 

                ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ แม้ว่าเราจะขาดเงินตรา ทรัพย์สินสิ้นสูญไปทุกสิ่ง แต่เราก็ยังมีแรงใจในการใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขแม้ว่าจะไร้ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ตาม..

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ว่าแล้วก็ำำไปหามาดูอีกรอบดีกว่า

#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-12-17 02:17

ดูหลายรอมมาก ดูแล้วมันส์อะ

#2 By ก๋อง *~*$treet English *~* on 2008-12-17 10:48

ผมก็เป็นโรคนอนไม่หลับแฮะ~

>< จะเป็นบ้าไม๊นี่??

จริงๆแล้วผมก็เคยคิดเหมือนกันนะ

อาจจะน่าอยุ่กว่านี้ก็ได้~

#3 By ARMACUZZ*~ on 2008-12-17 12:40

คงต้องกลับไปหามาดูอีกซักรอบ big smile

#4 By Googigg on 2008-12-17 13:43

สิ่งที่ติดใจที่สุดในเรื่องนี้คือ เสื้อผ้าของน้าแบรด แต่ละชุดนี่มัน... confused smile

#5 By persona non grata on 2008-12-17 23:30

ชอบเรื่องนี้เหมือนกันคับ ต้องดูหลายรอบถึงจะเก็บรายละเอียดที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อ
ผมว่าหนังเรื่องนี้เสนอครบทุกเรื่องเลยนะคับ แถมเงินลงทุนก็น้อยอีกทั้ง ปรัชญา วิทยาศาสตร์(ตอนที่เอาไขมันมาทำสบู่) จิตวิทยา(ตอนสุดท้ายพระเอกเพิ่งมารู้ว่าตัวเองมีDouble Personality) เพื่อน ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ฯลฯ
ทุกอย่างถูกเซ็ตและขมวดปมไว้อย่างดี และถูกเฉลยมาตอนสุดท้ายของเรื่อง ดูกี่ทีก็สนุกคับHot!

#6 By Frankie8 on 2008-12-18 16:31

ขอบคุณที่แวะไปเม้นท์ให้ค่ะ big smile

/me ชูธง Twilight open-mounthed smile

เรื่องหนังสือว่าจะรอซื้อตอนงานสัปดาห์อะค่ะ แต่เอ...ไม่เข้าใจนิดหน่อยตรงเรื่อง "สุกี้" มันมีเล่มไหนชื่อสุกี้เหรอคะ? หรือว่าจริงๆแล้วจขบ.ไปเม้นท์ให้ผิดคน อ่า sad smile

Fight club เคยดูตอนมันมาฉายเป็น big cinema หนะค่ะ อาจเพราะหลับๆตื่นๆดูเลยไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไร ตื่นมาอีกทีก็เจอฉากตึกถล่มแล้ว sad smile

#7 By Hisaki on 2008-12-20 09:32

เกริ่นนำดี เนื้อหาเลิศ
แต่ที่เวอร์สุดก้อภาพที่... 3 กะ 5 โด๊น...โดนนน




#8 By i' FY on 2008-12-20 12:58

ชอบมาก!

#9 By วิชัย... on 2008-12-20 15:37

เฮ้ย! เฮียวิชัยแวะมาอ่านด้วย เป็นปลื้มม surprised smile

#10 By Media Eater on 2008-12-20 16:19

อะ เอ๋ คือจริงๆแล้ว Twilight มันคือเรื่องนี้นะคะ
http://en.wikipedia.org/wiki/Twilight_Novel
ชื่อเล่มภาษาไทยก็ "แรกรัตติกาล", "นวจันทรา" กับ "คลาสสยุมพร" ไม่ชัวร์แต่ก็น่าจะชื่อประมาณนี้

ไม่เคยอ่านเรื่องสาวน้อยพลังจิตเหมือนกัน แต่เอ... อย่างนี้มันจะแปลว่ามีการลอกเกิดขึ้นหรือเปล่าน่ะ??? wink

#11 By Hisaki on 2008-12-20 16:58

ขอบคุณนะคะที่เข้าไปไขความกระจ่าง
เรื่อง Crossgame ...

แต่ก็เศร้าเลยอ่ะ เพราะไม่รู้จะได้อ่าน
ตอนจบหรือเปล่า ...
ถ้าหากว่ามีข้อมูล update รบกวนช่วย
ไปบอกกันบ้างนะคะ เผื่อตามโลก "สื่อ"
ไม่ค่อยจะทัน

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ ...
confused smile confused smile confused smile

#12 By Nong-Takrai (125.26.43.130) on 2008-12-20 18:26

อ้าว...ไมอ่ะ ว๊า...อดเรย
เค้าไปพุ่งเน้อ่ะ
อ้อ...พี่นัทไปงาน steet show อ่ะป่าว
งานนี้สนุกสุด ๆ เลยอ่ะ

#13 By i' FY on 2008-12-20 22:00

อ้าว...ไมอ่ะ ว๊า...อดเรย
เค้าไปพุ่งเน้อ่ะ
อ้อ...พี่นัทไปงาน street show อ่ะป่าว
งานนี้สนุกสุด ๆ เลยอ่ะ

#14 By i' FY on 2008-12-20 22:02

ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูลดีๆ

#15 By ท่อตัน (125.25.83.103) on 2009-01-14 04:24

เห้อ!!!อยากดูอ่ะแต่มะรุจะหาจากไหน

คัยมีส่งต่อได้ป่ะคร้า

syclond_id@hotmail.com

ขอบคุงล่วงหน้าคร้า ^ ^

#16 By ^ ^ชอบๆ (117.47.207.173) on 2009-07-12 21:56

เอาเปงเรื่องFight clubนร้าคร้า
พากท์ไทยก้อดีซับไทยก้อได้คร้า

#17 By ^ ^ชอบๆ (117.47.207.173) on 2009-07-12 21:57