Fight Club (1999) :
เจ้าชีวิตไม่ใช่เงินตรา
posted on 17 Dec 2008 01:05 by media-eater in Movie
First Rule : Do not talk about Fight Club.. (กฏข้อแรก ห้ามพูดถึงไฟต์คลับ)
แต่กฏมีไว้ให้แหกครับ..
สำหรับภาพที่เห็นจนชินตาในสังคมโลกยุคปัจจุบันนั้น พนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่งในแผนก เปรียบเหมือนเฟืองตัวเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนาดใหญ่ที่เรียกว่าบริษัท ที่ทำงานไปตามหน้าที่ๆได้รับมอบหมาย พอสิ้นเดือนก็รับเงินค่าแรงที่เรียกว่าเงินเดือน แล้วก็นำเงินนั้นไปจับจ่ายใช้สอยบริโภคต่อๆ กันจนกลายเป็นวงจรอันไร้ที่สิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "มนุษย์เงินเดือน"
คำถามที่มนุษย์เงินเดือนตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง "Fight Club" คอยถามอยู่เสมอๆ ก็คือ
"ชีวิตที่อยู่ในวังวนของทุนนิยมแบบนี้มันถูกต้องแล้วหรือ?"
"มนุษย์เราสมควรที่จะเดินไปในเส้นทางของเงินตรางั้นหรือ?"
ชายหนุ่มปริศนา (นำแสดงโดย Edward Norton) ที่ตัวหนังไม่แม้แต่จะใส่ใจบอกชื่อเสียงเรียงนามให้กับผู้ชมคนนี้ คือหนึ่งในมนุษย์เงินเดือนที่เรียกได้ว่าเกือบจะสมบูรณ์พร้อมในการเป็นหนึ่งในผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต "เขา" มีพร้อมทั้งหน้าที่การงานที่มั่นคง มีคอนโดหรู ณ แมนชั่นใจกลางเมือง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชั้นเยี่ยม มีเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ใส่แล้วเชิดหน้าชูตา เรียกได้ว่ามีแทบทุกอย่างที่คนเมืองในยุคนี้อยากจะมีเลยทีเดียว เพียงแต่เขากลับมีสิ่งที่ไม่อยากจะมีติดมาด้วยนั่นก็คือโรคนอนไม่หลับขั้นรุนแรง
เหตุเพราะโรคนอนไม่หลับที่รุมเร้าและสร้างความทรมาณ "เขา" จึงพยายามหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสุดความสามารถแต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดๆ ก็ไม่ได้ช่วยเยียวยาให้ดีขึ้นเลย จนเขาได้รับการแนะนำจากแพทย์ให้ไปเข้าร่วม "กลุ่มบำบัด" (เป็นการจับกลุ่มของผู้ป่วยโรคต่างๆ ให้มาเปิดใจกัน ปรึกษาและเยียวยาซึ่งกันและกัน) และในกลุ่มบำบัดนี่เองที่ทำให้ "เขา" ได้ทำการปลดปล่อยความรู้สึกที่แท้จริง และเปิดใจด้วยการร้องไห้อย่างหมดเปลือกแม้ว่าเขาจะไม่ได้ป่วยใกล้ตายเลยก็ตาม
ซึ่งแน่นอนว่ามันได้ผลในการักษาโรคนอนไม่หลับของเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ!
นับตั้งแต่นั้น เขาก็ได้กลายเป็นคนเสพติดการบำบัดกลุ่มไปโดยปริยาย ไม่ว่าเป็นการบำบัดโรคอะไรร้ายแรงแค่ไหน เขาลุยดะเหมาหมดทุกอย่าง เพราะนั่นจะช่วยให้เขาได้ "ปล่อยปล่อย" อะไรบางอย่างจากแรงบีบคั้นรอบตัวเขาเอง
"ถ้าคนอื่นรู้ว่าเราใกล้ตาย เขาจะยอมฟังที่เราพูดโดยไม่ต้องรอให้ตายก่อน"
การกระทำของ "เขา" นั้น หากเราจะทำการวิเคราะห์ดูดีๆ แล้ว เป็นไปได้ว่าอาการที่เขาเป็นอยู่นั้นก็คงไม่ต่างอะไรๆ กับอาการที่คนเมืองหลายๆ คนประสบอยู่ในยุคปัจจุบัน นั่นคืออาการ "เหงา" นั่นเอง
ในสังคมเมืองหลวงยุคปัจจุบันที่มนุษย์ต่างคนต่างอยู่
ต่างคนต่างใช้การตัดสินคุณค่าของชีวิตไปที่แผ่นกระดาษที่มีชื่อว่าเงินตรา
และทำทุกวิถีทางเพียงเพื่อจะได้มีเงินไปใช้เชิดชูระดับชีวิตของตนในสังคม
อันสะท้อนออกมาจากการบริโภคจับจ่ายใช้สอยสินค้าต่างๆ อย่างฟุ่มเฟือย
ดังคำกล่าวของไทเลอร์ เดอร์เด้น ที่ว่า "คุณยอมให้สิ่งของต่างๆ เป็นเจ้าของตัวคุณเอง"
อย่างไรอย่างนั้นไม่มีผิด (ส่วนไทเลอร์เป็นใครนั้น จะกล่าวในภายหลัง)
ผลกระทบที่มาจากความ
"เหงา" นั้นต่างคนต่างก็แตกต่างกันไป
เพียงแต่ผลสะท้อนออกมาที่ตัว
ชายหนุ่มคนนี้นั้นค่อนข้างออกมาแบบแปลกประหลาดไปซักหน่อย
เพราะเป็นการแสดงออกมาในรูปแบบของ
โรคนอนไม่หลับ
ซึ่งเจ้าโรคนอนไม่หลับนี่ค่อนข้างจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถเข้าสู่ภาวะวิกลจริตไปได้อย่างง่ายๆ
เลยทีเดียวหากไม่ผ่านการรักษา
ส่วนตัว "เขา" นั้นถือว่าโชคดีมาก ที่สามารถรักษาโรคนี้ได้ด้วยการเข้าร่วมกลุ่มบำบัดก่อนที่จะเข้าขั้น "บ้า" ไปได้เสียก่อน..
และจะโชคดีกว่านี้ หากการรักษาโรคนอนไม่หลับของเขา เป็นไปได้อย่างดีตลอดรอดฝั่ง..
ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้เขาไม่สามารถทำการรักษาได้อย่างที่ใจอยาก และนั่นทำให้โรคนอนไม่หลับยิ่งกำเริบหนัก จนเขาได้ก้าวล้ำเข้าไปอยู่ในโลกของการ "วิกลจริต" เข้าไปทุกทีๆ
"ถ้าเราตื่นขึ้นในเวลาที่แตกต่าง ในสถานที่ๆ แตกต่าง เราจะตื่นขึ้นเป็นคนอื่นได้ไหม?"
ในระหว่างการเดินทางไปทำงานตามที่ต่างๆ ของ "เขา" โชคชะตาก็ได้ชักนำให้เขาได้พบกับบุรุษปริศนาอีกคนหนึ่ง นามว่า "ไทเลอร์ เดอร์เด้น (นำแสดงโดย แบรด์ พิต)" ชายหนุ่มมาดกวนประสาท ที่ "เขา" จับพลัดจับพลูต้องมาอาศัยอยู่ด้วย เพราะว่าคอนโดฯ ที่เขาภาคภูมิใจนั้นได้มอดไหม้เป็นถ่านเนื่องจากแก๊สรั่วจนราบเป็นหน้ากลองไปซะแล้ว
ไทเลอร์ เดอร์เด้น นั้นเรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่มีความต่างขั้วจาก "เขา" อย่างสิ้นเชิง ไทเลอร์เป็นคนทำงานกลางคืน รับงานเปลี่ยนม้วนฟิลม์ฉายหนัง (เพื่อที่จะแทรกเอาบางช็อตของหนังโป๊ไปโผล่ในหนังครอบครัว เป็นเทคนิคที่เรียกว่า Subliminal) ทำงานเป็นเด็กเสริฟ์ภัตตาคาร (เพื่อที่จะ เอ่อ... ปัสสาวะลงในซุป) นอกจากนั้นไทเลอร์ยังมีแนวคิดที่สุดโต่งเกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออกถึง "การบริโภคนิยม" อย่างที่ "เขา" เป็น
"หลังการต่อสู้ ความกดดันในชีวิตก็เริ่มเบาบางลง เรารับมือกับทุกอย่างไหว"
และด้วยต้นคิดจากไทเลอร์ เดอร์เด้น นี่เอง ที่เป็นต้นกำเนิดของการก่อตั้ง "Fight Club" ซึ่งเปรียบเสมือนกับแหล่งบันเทิงเพื่อปลดปล่อยสันดานดิบในตัวมนุษย์ออก ปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างจากการกดดันของสังคม หน้าที่การงาน ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย ลูกน้อง ภารโรง บริกร ฯลฯ เมื่อมาอยู่ในคลับแห่งนี้ ทุกๆ คนมีสิ่งที่เท่าเทียมกันนั่นคือร่างกายและกำปั้นที่กระหน่ำใส่กันเท่านั้น
และเจ้าคลับแห่งการต่อสู้ที่ไทเลอร์เป็นต้นคิดนี่เอง ที่เป็นต้นกำเนิดที่นำความยุ่งเหยิงมาสู่ชีวิตของ "เขา" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อไฟต์คลับ ได้ค่อยๆ ถูกยกระดับจากกลุ่มชุมนุมธรรมดาไปสู่ "องค์กรก่อการร้าย" ที่มีศัตรูหลักเป็นระบอบทุกนิยม!
Fight Club เป็นผลงานของผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ (Panic Room, Se7en ฯลฯ) ที่มีแก่นเรื่องว่าด้วย "การเสียดสีระบอบทุนนิยม" อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเลยดีเดียว ซึ่งผลงานชิ้นนี้นอกจากจะแฝงไปด้วยการเสียดสีที่ว่าแล้ว บทและการเล่าเรื่องภาษาหนังนั้นจัดได้ว่าเข้าขั้น ที่สำคัญยังดำเนินเรื่องไปได้อย่างสนุกสนาน โดยภาพยนตร์เล่าเรื่องผ่านมุมมองของ "ชานหนุ่มไร้นาม" ที่เป็นตัวเอกของเรื่อง และเป็นผู้บรรยายเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง
อย่างที่ได้กล่าวไปว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นการนำเสนอเนื้อหาเสียดสี "ระบอบทุนนิยม" และ "บริโภคนิยม" ซึ่งตัวภาพยนตร์ได้สะท้อนแนวคิดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนเป็นสองขั้วระหว่าง "เขา" (Edward Norton) และ "ไทเลอร์ เดอร์เด้น" (Brad Pitt)
ตัวละคร "เขา" นั้น จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวละครที่ผู้กำกับต้องการให้สะท้อนออกมากับบุคคลในยุคปัจจุบันที่อาศัยอยู่ในสังคมเมือง เป็นมนุษย์เงินเดือนปกติธรรมดาที่ชอบการช็อปปิ้ง ติดแบรนด์เนม วัดคุณค่าของคนด้วยจำนวนเงินที่อยู่ในบัญชีธนาคาร ด้วยรถยนต์ที่ขับ ด้วยการแต่งตัว ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาในสายตาของคนในยุคปัจจุบันทั้งสิ้น
ในทางกลับกัน ไทเลอร์ เดอเด้น
กลับมีแนวคิดที่ไม่ขึ้นกับสิ่งของนอกกายเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ไทเลอร์เชื่อมั่นในจิตวิญญาณของมนุษย์ เขากล้าได้กล้าเสียและมีความเป็นผู้นำอย่างเหลือล้น
อีกทั้งยังอาศัยเลี้ยงชีพด้วยความรู้แปลกๆ ที่ปกติมนุษย์ไม่กระทำกัน
เช่นไปขโมยไขมันมนุษย์ที่คลินิกลดความอ้วนมาเพื่อทำเป็นสบู่
ซึ่งนอกจากจะนำไปขายแล้ว ยังสามารถนำไขมันสบู่มาใช้ผสมเป็นไดนาไมต์ได้อีกด้วย!
(เอากะมันสิ)
และด้วยความเป็นผู้นำของไทเลอร์นี่เอง ที่ทำให้ "Fight Club" เป็นแหล่งรวบรวมของกลุ่มคนหนุ่มที่ไร้ซึ่งความหมายในชีวิต มาเพื่อปลดปล่อยตัวตนของความเป็นมนุษย์ออกมาอย่างแท้จริง โดยมีไทเลอร์เป็นดั่งศาสดาเบื้องหลัง คอยให้ "การบ้าน" แก่สมาชิกในคลับไปกระทำป่วนเมืองในรูปแบบต่างๆ
ซึ่งทั้งหมดนั้นมีจุดมุ่งหมายสูงสุดเพื่อทำลายล้างสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุด ที่มนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้นมาอย่าง "เงินตรา" ให้หมดสิ้นไป ด้วยภารกิจวางระเบิดทำลายตึกสถาบันการเงินใหญ่ของโลกพร้อมกันทุกแห่ง ซึ่งจะส่งผลให้ข้อมูลทางการเงินของโลกถูกลบล้างทิ้งไปอย่างหมดสิ้นไม่เหลือหลอ และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบให้กับทั้งระดับบุคล นิติบุคคล รวมไปถึงโลกทั้งใบอย่างแน่นอน
เรียกได้ว่า "รีเซ็ต" ชีวิตกันใหม่เลยทีเดียว (ใครติดหนี้ธนาคารหรือบัตรเครดิตอยู่ก็เฮกันได้)
หากจะว่ากันตามตรงแล้ว
แนวคิดการต่อต้านระบบทุนนิยมหรือระบบบริโภคนิยมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรในวงการสื่อ
เราจะพบการประชดประชันการขาด "จิตวิญญาณ" ในสังคมได้ทั่วไปในงานศิลป์ยุคใหม่
หรือภาพยนตร์บางเรื่องที่แอบแฝงประเด็นในเรื่องนี้ไว้มากมายไปหมด
แต่อาจจะไม่สร้างผลกระทบให้ "โดนใจ"
เท่ากับภาพยนตร์เรื่องนี้
ในแง่ของภาษาหนังแล้ว Fight Club สอบผ่านฉลุยในการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ ทำให้เรารู้สึกสนใจในการติดตามความเป็นไปของตัวละคร "เขา" อยู่ตลอดเวลา (หากเทียบเป็นกราฟ ก็น่าจะเป็นกราฟที่ไต่ระดับอยู่บนๆ แทบจะทุกช่วงของการเล่าเรื่อง) ตัวหนังเล่าเรื่องก็ผ่านมุมมองของ "เขา" และเสียงบรรยายของเอ็ดเวิรด์ นอร์ตัน ที่ให้อารมณ์ประชดแบบเนิบๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยั่นในชีวิตมาเป็นระยะ ซึ่งในจุดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับนอร์ตันไปเต็มๆ ที่แสดงออกมาเป็นผู้ชายที่มีความรู้สึกว่า เก็บอะไรไว้ลึกๆ จนพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ และที่มองข้ามไม่ได้ก็คือการแสดงของไอ้หนุ่มมาดกวนแบรต พิตต์ กับบทบาทของไทเลอร์ เดอร์เด้น ที่มีทั้งความเท่ห์แบบถ่อยๆ มีเสน่ห์เล็กๆ และไม่รู้ว่าพี่แกคิดอะไรอยู่ เมื่อรวมกับมาดกวนบาทาของพิตต์แล้วจึงออกมาเป็นตัวละครที่เท่ห์เหลือร้ายสุดๆ ตัวหนึ่งในโลกภาพยนตร์เลยทีเดียว
ในท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าการแสวงหาความหมายแห่งการมีชีวิตอยู่ ที่ไทเลอร์ค้นหามาตลอด จะเป็นการปลดแอกผู้คนออกจากเครื่องพันธนาการที่ชื่อว่าเงินตรา หรือจะเป็นการจัดตั้ง Fight Club ซึ่งเปรียบเสมือนกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการปลดปล่อยความเป็นมนุษย์ไปทั่วประเทศก็ตาม ต่างก็เป็นหนทางในแบบ "สุดโต่ง" ไปทั้งสิ้น จะเป็นไปได้ไหม? หากเราจัดลำดับคุณค่าในชีวิตเราซะใหม่ ด้วยการให้ความสำคัญกับจิตใจและความสัมพันธ์ของมนุษย์โดยจัดเอาวัตถุเป็นเรื่องรองลงไป
ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ แม้ว่าเราจะขาดเงินตรา ทรัพย์สินสิ้นสูญไปทุกสิ่ง แต่เราก็ยังมีแรงใจในการใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขแม้ว่าจะไร้ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ตาม..




#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-12-17 02:17