ในปีที่ผ่านมานั้นผมได้มีโอกาสดูภาพยนตร์ที่มาจากประเทศสเปนอยู่สองเรื่อง และทั้งสองเรื่องนั้นต่างก็เป็นภาพยนตร์ที่ดีมากจนจัดอยู่ในทำเนียบภาพยนตร์สุดประทับใจได้ทั้งคู่เลยทีเดียว เรื่องแรกนั้นหลายๆ คนอาจจะเคยได้ดูไปบ้างแล้วกับ Laberinto del fauno, El หรือ "Pan's Labyrinth" ภาพยนตร์แฟนตาซีอันบิดเบี้ยว (และมีชื่อไทยที่ชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นหนังแนวครอบครัวว่า แพนส์ แลบิรินธ์ อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต) ทั้งๆ ที่ตัวหนังนั้นได้รับเรท R จากการฉายในต่างแดนเพราะมีอยู่หลายฉากที่ค่อนข้างรุนแรง และทำลายฝันของเด็กๆ ด้วยโลกแฟนตาซีที่ดำมืดน่าสะพรึงกลัวมากกว่าชวนเพ้อฝัน แต่หากมองข้ามเรื่องดังกล่าวไปจะพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ให้ความบันเทิงอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เล่นกับ "ความเชื่อ" ของคนดู จนเกิดเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องนี้กันตามแหล่งรวมแฟนภาพยนตร์ต่างๆ มากมาย รวมไปถึงคำวิจารณ์ที่ออกมาในแง่ดี - ดีมากตาม community ต่างๆ (คะแนนที่Rottentomatoes สูงถึง 96% จากผู้วิจารณ์ 186 คน) ก็น่าจะการันตีได้ถึงคุณภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่คอหนังไม่ควรพลาดได้เลยทีเดียว
    

               ส่วนภาพยนตร์สเปนอีกเรื่องที่จะมาพูดถึงกันในที่นี้ก็คือเรื่อง Orfanato, El หรือ The Orphanage (และมีชื่อไทยแบบเชยๆว่า "สถานรับเลี้ยงผี") ขอขอบคุณการแนะนำต่อๆ กันมาของโลกอินเทอร์เน็ตด้วย ที่อย่างน้อยก็จุดโอกาสให้ผมได้เปิดหูเปิดตาดูหนังของประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจากฮอลลีวู้ดเสียบ้าง ซึ่งเรื่อง The Orphanage ก็จัดว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เข้าข่ายคำว่าเปิดหูเปิดตาของผมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

 

               มาทำความรู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้กันก่อน The Orphanage เป็นผลงานของผู้กำกับสัญชาติมาทาดอร์ที่ชื่อไม่คุ้นหูนาม Juan Antonio Bayona หากพูดถึงผู้กำกับชาวเสปนที่ดังๆ เราๆท่านๆ คงคุ้นกันแค่ Guillermo del Toro (เจ้าของผลงาน Hell Boy II และ Pan's Labyrinth) ผมอยากจะบอกว่าเดลโทโร่คนนี้แหละครับที่ร่วมเป็นโปรดิวเซอร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ส่วนดาราที่นำแสดงเป็นตัวละครหลักต่างก็เป็นสเปนแท้ๆ จนคนเขียนยอมแพ้เช่นเดียวกัน
    

               The Orphanage จัดเป็นภาพยนตร์แนว "สยองขวัญแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น" ที่มีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับแม่ผู้เพียรพยายามตามหาลูกชายที่หายสาบสูญไป โดยมีพล๊อตรองที่เกี่ยวข้องกับปริศนาฆาตกรรมของเหล่าวิญญาณเด็กๆ ที่แฝงตัวอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเก่าที่ตัวเอก "ลอร่า" อดีตเด็กกำพร้าที่เคยอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ได้กลับมาพร้อมกับเป้าหมายในการฟื้นสภาพและเปิดสถานเลี้ยงดูนี้ขึ้นมาใหม่ และจำเป็นที่เธอจะต้องเผชิญกับเรื่องราวที่น่าสะพรึงที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้ อันเกี่ยวข้องโดยตรงกับการหายตัวไปของลูกชายของเธอ "ซิโมน" ซึ่งลอร่าจะต้องเค้นทุกหยาดหยดของความเป็นแม่เพื่อติดตามหาลูกชายที่เธอรักยิ่งกลับมาให้จงได้

 

 

               ตัวหนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ อย่างไม่อ้อมค้อม เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์ที่ลอร่าและครอบครัวอันแสนสุขของเธอ ได้ย้ายมาพำนักที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าร้างที่ลอร่าเคยอาศัยอยู่กับเพื่อนๆ และผู้ดูแล ก่อนที่จะถูกแยกรับไปเลี้ยงในที่สุด ด้วยเหตุนี้ทำให้เธอมีความผูกพันลึกๆ กับสถานที่แห่งนี้ และพยายามจะฟื้นฟูมันขึ้นมาใหม่ด้วยมือของเธอเอง โดยลอร่าได้รับแรงและกำลังใจจากสามีและลูกชายของเธอ "ซิโมน" เป็นกำลังเพื่อทำฝันของเธอให้เป็นจริง
    

               แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เริ่มเกิดขึ้น หลังจากที่เธอและซิโมนได้ไปเที่ยวถ้ำหินน้ำลดแถบชายหาด ไม่ไกลจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั้น ซิโมนได้เอ่ยถึง "เพื่อนในจินตนาการ" ของเขาที่ชื่อโทมัส ที่ได้เจอกัน ณ ถ้ำน้ำลดแห่งนั้น และยังชักชวนให้มาเล่นด้วยกันที่บ้าน ซึ่งลอร่าก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะมองว่าเป็นเรื่องปกติของเด็กในวัยนี้ที่จะมีเพื่อนในจินตนาการ เพียงแต่เธอไม่ได้คาดถึงว่าสิ่งที่ลูกชายของเธอสื่อสารด้วยเป็นประจำนั้น จะไม่ได้มาจากจินตนาการของแกล้วนๆ..

 


                เหตุการณ์เริ่มยุ่งเหยิงเมื่ออันที่จริงแล้วตัวของซิโมนนั้นไม่ได้เป็นลูกแท้ๆ ของลอร่า ความจริงอันนี้ที่ซิโมนอ้างว่ารู้มาจากเพื่อนของเขา โทมัส ได้ทำให้เด็กน้อยสับสนและคลางแคลงใจในความรักของผู้เป็นแม่ และเป็นชนวนเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นเมื่อซิโมนได้หายตัวไปอย่างลึกลับในวันเปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของลอร่านั่นเอง ซึ่งนั่นก็ทำให้ลอร่าแทบใจสลายเมื่อรู้ว่าไม่มีทางใดที่มีหวังในการตามหาตัวลูกชายเธอคืนสู่อ้อมอกแล้วนั้น เธอก็ได้ "เลือกที่จะเชื่อ" ในสิ่งที่ลูกชายของเธอพูดถึงเพื่อนในจินตนาการของเขา โทมัส และหวังว่านั่นจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะเชื่อมโยงไปยังตัวของซิโมนให้จงได้    

               ภาพยนตร์เรื่อง The Orphanage มีส่วนลูกผสมระหว่างอารมณ์หนังที่ดำเนินเรื่องไปแบบกึ่งๆ ฮอลลีวู้ดนิดๆ พอให้ใจหายใจคว่ำ แต่ก็มีกลิ่นอายของหนังผีเอเชียอยู่หน่อยๆ ในเรื่องของการเล่นกับความรู้สึก "สะพรึง" ของคนดู เพียงแต่ไม่โฉ่งฉ่างเท่าหนังผีอเมริกัน คล้ายว่าตัวหนังสนุกอยู่กับการล้อเล่นกับอารมณ์ของคนดูเพียงแต่ว่ามีความ "แนบเนียน" กว่าหนังผีตุ๊งแช่! ที่เน้นให้ซาวนด์ประกอบทำให้คนดูตกใจมากมายนัก ซึ่งโดยปกติเนี่ยคนที่ชอบดูหนังผี หนังสยองขวัญเป็นประจำ มักจะเดาทางจังหวะตกใจหรือจังหวะผีออกถูก (โดยสังเกตจากมุมกล้อง, ภาพแทนสายตาของตัวละคร, ซาวนด์ประกอบที่บีบคั้น ฯลฯ) แต่รับรองได้ว่าใน The Orphanage จะไม่เล่นกับองค์ประกอบเหล่านี้ด้วยวิธีการโฉ่งฉ่างแบบหนังผีไทยแน่นอน ซึ่งหลายๆ ซีนในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมกล้าการันตีไปเลยว่า "ขวัญผวาโครตๆ" เช่น ซีนที่คนทรงเข้ามาทำพิธีติดต่อกับวิญญาณในสถานรับเลี้ยงฯ เพื่อแกะรอยตามหาซิโมนที่หายตัวไปนั่น ก็ทำให้ผมเล่นเอาขนลกชูชันไปไม่ใช่น้อย

 

                และอย่างที่บอกไปตอนต้นว่า พล็อตหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่การนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับ "ความรักของแม่" เป็นเรื่องหลัก ส่วนเรื่องผีๆสางๆนั้นเป็นเรื่องรองลงไป คนดูจะได้เห็นสาระของเรื่องที่เกี่ยวกับความพยายามอย่างไม่ยอมแพ้แม้ว่าใครๆ จะมองว่าหมดหวังไปแล้วของผู้เป็นแม่ ในการที่จะตามหาลูกชายของเธอกลับมาให้จงได้ ซึ่งความไม่ยอมแพ้นี่เองก็ทำให้เธอได้เปิดรับที่ "จะเชื่อ" ทุกสิ่งในโลก แม้ว่าเรื่องนั้นจะไม่สามารถอธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม และนี่ก็เป็นสาเหตุให้บทสรุปเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ ดำเนินไปด้วยความเศร้าระคนอบอุ่นแบบแปลกๆ ในส่วนนี้ต้องยกเครดิตทั้งหมดไปให้การเล่าเรื่องแบบไม่มีกั๊กของผู้กำกับ รวมไปถึงความสามารถของนักแสดงหลัก ลอร่า (Belén Rueda) นักแสดงหญิงวัยกลางคนชาวสเปน ที่แม้จะไม่สวยแต่ก็กลายเป็นนักแสดงหญิงที่มีฝีมือน่าจับตามองคนหนึ่งในสายตาของผมไปแล้ว รวมไปถึงนักแสดงสมทบรายอื่นๆ อย่างเจ้าหนูซิโมน (Roger Princep) ที่แสดงได้ใสซื่อน่าเอ็นดู ไม่เหมือนเด็กที่นำแสดงในบทน่าตบเกรียนแตกในภาพยนตร์หลายๆเรื่อง รวมไปถึงงานโปรดักชั่นระดับดีเลยทีเดียว  



                สรุปว่า ผมยอมเป็นม้าเชียร์ให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านเอนทรี่นี้ได้ไปดูกันเลยครับ กับ The Orphanage ผมรับประกันได้ ถึงแม้คุณจะเป็นคนที่ไม่ชอบดูหนังผีเพราะกลัวหรือเป็นคนกลัวผีแต่ชอบดูหนังผีก็ตาม หนังเรื่องนี้สามารถตอบโจทย์คุณได้ในแง่การของการเขย่าขวัญสั่นประสาทได้แบบแนบเนียน ส่วนคนที่ไม่ชอบดูหนังผี หนังเรื่องนี้ก็ตอบรับคุณได้เช่นกันเพราะ "มันมีอะไรมากกว่าความเขย่าขวัญ" หรืออย่างทีเรียกว่า "น่ากลัวปนก็อบอุ่นใจอย่างเหลือจะกล่าว" ครับ

 

ปล. อยากดูก็รีบไปดูให้ไวเลย หนังฉายที่ลิโด้ และโรงหนังสยาม รอบเริ่มเหลือน้อยแล้วนะ!  

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากครับทั้ง #คุณภูมิ และ #คุณแมวดำ

ปลื้มครับ surprised smile แล้วก็แอบละอายใจตัวเองที่ดองบล็อกเอาไว้นานอีกแล้ว ฮา

#23 By Media Eater on 2010-02-10 16:34

big smile มาเม้นบล็อกโพสข้ามปี จะมีใครว่ามั้ยเนี่ย

ได้ดูแล้วเหมือนกัน ตอนที่ได้เห็นทีเซอร์ ก็หาโหลดบิทซับอิงมาดูเลยทีเดียว เพราะชอบหนังแนวนี้ หนังผีที่ไม่ใช่แค่หนังผี

ชอบตอนจบนะ ที่คลี่คลายปมเรื่องออกมา แต่กลับเป็นสิ่งที่บีบคั้นอารมณ์ที่สุด

double wink ชอบการวิจารณ์ของคุณหน่ะ ไม่อวยหนัง โปรโมตหนังชนโรง (ซึ่งมีคนทำให้เกลื่อน)เรื่อยๆ ชวนชมหนังน่าดู ถูกใจมากเลย

#22 By maewdam on 2010-02-07 19:15

อยากเล่าให้คุณ จขบ. ฟังว่า หนังเรืองนี้เคยเป็นการบ้านสำหรับรุ่นน้อง ป.ตรีที่คณะ ให้วิจารณ์ความยาว 3-5 หน้า A4

นี่ถ้า อ.ที่สอนวิชาให้ทำการบ้านช้ากว่านี้หน่อย น่ากลัวเนื้อความในบล็อกนี้คงจะโดนพวกน้องๆ คณะผมขอ "หยิบยืม" ไปอ้างอิงกันสนุกสนานทีเดียว confused smile

ขอบคุณสำหรับการรีวิวอย่างได้อรรถรสและสาระครบครันครับ เรื่องนี้เป็นหนังหนึ่งในดวงใจทีเดียว big smile
รอแผ่นละกัน ^^

#20 By sansanae on 2009-01-12 01:19

ง่ะ สยอง
ม้าเชียร์ขึ้นค่ะ ผ่านไปแถวนั้นโดนแน่ๆ

#19 By talalan on 2009-01-11 23:52

มีหนังที่ยังไม่ได้ดูเพียบเลยsad smile

#18 By wesong on 2009-01-11 15:43

อยากดูมั่งแล้วอ่าาาา รีวิวดีมากๆขอบคุนนะคะะะะ

#17 By ☂ YukiUsagi ★ on 2009-01-11 13:16

คุณ/มี/อา/การ/เหล่/านี้/โปรด/อ่าน

ภูมิแพ้ / หอบหืดซิส /หยุดอ้วน ...อวสานไขมัน ส่วนเกิน
/ มะเร็ง/ปวดหัว/
ปัญหาการนอ นหลับ /ผิวพรรณ /ริ้วรอย
ระ บบเผาผลาญ โรคกระเพาะ/ผมหงอก/ไทรอยด์
ผมบาง/ผมร่วง/เบาหวา น/ควา มฺดัน/คลอเรสเตอรอล
คืนความเป็นหนุ่มสาวเยาว์วัยทั้งสุขภาพและร่างกาย
ฟื้นฟูผิวพรรณเต่งตึงสวยกระจ่างสดใส
wapurL.CO.uk/?GCZCC1V

copyไปวางเลยเว็บมาสเตอร์นำเสนอค่ะ

#16 By (58.8.175.186) on 2009-01-11 08:20

ขอบคุณทุกท่านสำหรับ Comment และ Hotpost นะครับ
(เกิดมาเพิ่งได้ขึ้น hot กับเขานี่แหละ)

#15 By Media Eater on 2009-01-10 22:04

ไปดูมาเมื่อหลายวันก่อนค่ะ
น่ากลัวสุดๆ แต่กลับแฝงกลิ่นอายความอบอุ่นไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ...
เขียนได้น่าสนใจมากค่ะ Hot!

#13 By Kaeyjung on 2009-01-10 11:38

อยากดูเรื่องนี้มากเลยอ๊า cry

#12 By Cotton on 2009-01-10 11:21

เรื่องนี้ดูแล้วค่ะ...
อาจารย์บอกให้เขียนวิจารณ์แล้วด้วย...
ดีมากกกกกกกจิงๆ...
สมแล้วที่ได้รางวัลค่ะ...
อยากดูมากกกก
แต่อยู่เชียงใหม่ มันไม่มีที่ไหนฉาย sad smile

คงรอแผ่นล่ะครับ เหมือน The Fall ....T_T

#10 By † SORCEL † on 2009-01-10 09:37

อยากไปดูจังค่ะแต่สงสัยคงต้องรอดูซีดีเหมือนเดิม
ได้หามาดูแล้วเหมือนกันค่ะ ต้องบอกว่า "ดีมากๆๆๆๆๆ" จะไม่เกินจริงเลยถ้าจะบอกว่าตรงตามที่คนทำหนังบอกไว้ในส่วนของ documentary ว่า... "ผมอยากให้หนังของผมเหมือนกับโรวเลอร์ โคสเตอร์...คือดูจบแล้ว คุณยังมีความรู้สึก คำนึงถึงหนังนั้นอยู่" (อาจจะไม่เป๊ะๆเพราะจำไม่ค่อยได้แล้วน่ะค่ะ แต่ว่าน่าจะประมาณนี้)

ตอนแรกที่เช่ามาดูนึกว่าจะเป็นหนังผีสไตล์อเมริกา ตุ้งแช่ๆอะไรแบบนี้ แต่ปรากฎว่าดูจนจบกลับไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย หลายฉากก็อย่างที่ว่า ชวนให้หดหู่ มืดหม่น แต่ไม่กล้าเบี่ยงสายตาออกจากจอเพราะอยากรู้ว่าเรื่องจะเป็นยังไง

รู้แต่ว่าตอนจบน้ำตาซึมจริงๆ ฮือ
เขียนรีวิวได้เยี่ยมเลยค่ะ
เรื่องนี้เราเพิ่งไปดูกับเพื่อนมา ประทับใจซะด้วย (เพื่อนเราร้องไห้กับตอนจบนะ...เราก็เกือบๆ ค่ะ)

#7 By อีฟ on 2009-01-10 00:29

Hot! Hot!
ดูแล้วที่คณะ เราดูแค่ครึ่งเรื่องหลัง แต่ขอบอกว่า
หลอนมากกกกก...
เราคนลุกไปวันนึงเต็มๆเลย เพราะที่บ้านมีเด็กวัยนี้ด้วยcry

และ

จบอบอุ่นจริงๆ

#6 By ชุน on 2009-01-09 23:37

Hot! รีวิวซะจนอยากไปดูเลยค่ะ

#5 By eeddy(อี๊ด) on 2009-01-09 23:07

นึกว่าดูรีวิวที่พันทิพย์อยู่

รีวิวดีอย่างที่ #1 บอกจริงๆ

#4 By Maxtrix™ on 2009-01-09 22:44

อ๊ากกก....
ขอบอกว่าชอบ ๆ ๆ ชอบเอนทรีนี้มากเลย

เพราะสเปนจริง ๆ ของดีนานนานมาที

อิอิ


ลิโด้หรอ.....อืมมม น่าสน

#3 By i'FY on 2009-01-09 22:39

ที่อยากไปดูเพราะว่า
สีสันมันอึมครึมดี ชอบแนวนี้อ่ะค่ะ
ขอบคุณที่มีหนังดี ๆ มาแนะนำนะคะ

#2 By Nong-Takrai on 2009-01-09 22:33

รีวิวได้ดีมาก o_O ไม่ทราบว่าลองโพสที่พวกพันทิปมั่งรึยังเอ่ยอาจดังได้เลยน้า confused smile