กลับมาแล้ว~ เป็นคำแรกที่ผมอยากจะพิมพ์ลงในบล็อกตัวเอง เพราะรู้สึกเหมือนกับการได้กลับมาที่บ้านของตน อาบน้ำอาบท่าจนชื่นใจหลังจากผ่านการผจญภัยมาเนิ่นนาน และนอนพักผ่อนอย่างสบายเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางครั้งใหม่ที่ยาวไกลและไร้ซึ่งจุดมุ่งหมาย บนเส้นทางชีวิตที่ต้องเดินอย่างระมัดระวัง บางครั้งก็ต้องกระโดดข้ามหลุมหรือวิ่งไล่บางสิ่ง แม้จะต้องเหนื่อยจนหยุดเดินเพื่อพักผ่อนบ้างแต่ก็ไม่มีวันเลิกเดินเด็ดขาด ตราบใดที่สมองยังสามารถสั่งการให้กล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างขยับได้อยู่ เราก็ยังเดินไปบนเส้นทางชีวิตนี้กันต่อไป



          ช่วงที่ผ่านมามีโอกาสได้หยิบเอาอนิเมชั่นที่ดองเอาไว้ขึ้นมาดู ซึ่ง Psalms of Planets Eureka Seven ก็จัดเป็นหนึ่งในของดีที่เหมาะแก่การหยิบยกมาพูดถึง ซึ่งอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นฝีมือของสตูดิโอ Bones โดยออกอากาศทางโทรทัศน์ไปเมื่อปี 2005 ใช่ครับมันคืออนิเมซีรีย์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว (สมัยนั้นยังไม่มี widescreen 16:9 เลย) แต่ด้วยความโดดเด่นของมันจากรางวัลการันตีต่างๆ อาทิ Best TV Series, Best Script, Best Character Design จากงาน Tokyo International Anime Fair 2006 และ Best TV Series , Best Female Character Design จากงาน Anime EXPO 2006 ก็ทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้สามารถเทียบชั้นกับตำนานรุ่นพี่อย่าง Evangeline ได้อย่างไม่น้อยหน้า


            ความรู้สึกในครั้งแรกที่ได้หยิบเอาอนิเมเรื่องนี้ขึ้นมาชมนั้น รู้สึกประทับใจกับงาน Art & Design ที่ปรากฏในเรื่องเป็นอย่างมาก ตัวละครแต่ละตัวแม้จะไม่ หล่อ-สวย แต่กลับมีเสน่ห์เฉพาะตัวและมีบทบาทที่โดดเด่นแตกต่างกันไป อีกทั้งแนวคิดที่เอาหุ่นมาเล่นกีฬาโต้คลื่นก็ดูน่าสนใจและแหวกแนวดี หากดูเผินๆ แล้วอาจมองว่าอนิเมชั่นเรื่องนี้คงหลีกไม่พ้นแนวเรื่องแบบ Super robot ที่มุ่งเน้นให้ความพิเศษของตัวหุ่นเป็นหลักในการดำเนินเรื่อง แต่อันที่จริงแก่นของเรื่องราวทั้งหมดนั้น จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องราวของความรักและความผูกพันระหว่างเด็กสาวและเด็กหนุ่มที่กำลังเติบโตเป็นหลัก (Drama & Coming of Age) โดยมีอภินิหารของ Robot เป็นเพียงส่วนประกอบให้กับแก่นหลักในท้องเรื่อง

           เรื่องราวของ Eureka Seven เกิดขึ้นในยุคสมัยอนาคต ณ ดวงดาวที่คล้ายคลึงกับโลกที่ไร้ซึ่งทะเล แต่ก็มีอนุภาคโปร่งแสงนามว่า "ทราปาร์" ที่เปรียบเสมือนลูกคลื่นอยู่ทั่วไปในท้องฟ้า และด้วยคลื่นทราปาร์นี่เองที่ทำให้เกิดกีฬาฮิตที่มีลักษณะคล้ายกับการโต้คลื่นไปบนท้องฟ้าที่เรียกว่า "ลิฟ" ผู้ชมจะได้รับรู้เรื่องราวผ่านมุมมองของ "เร็นตัน เธอร์สตัน" เด็กหนุ่มผู้เหนื่อยหน่ายกับชีวิตในเมืองที่แสนจืดชืด เขาต้องการออกไปท่องโลกกว้างอย่างฮีโร่นักลิฟชื่อดัง "ฮอลแลนด์" แทนที่จะสืบทอดกิจการสารพัดช่างของปู่ในอนาคต ซึ่งเหตุการณ์ที่เป็นใจให้กับเร็นตัน เมื่อวันหนึ่งมีเด็กสาวนามว่า "ยูเรก้า" ขี่หุ่น LFO (Light Finding Operation) ที่ชื่อว่าเนอวาชมายังเมืองที่เขาอาศัยอยู่เพื่อที่จะซ่อมบำรุงพร้อมกับฮอลแลนด์ ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้เองที่ทำให้เร็นตันได้จับพลัดจับพลูร่วมก๊วนไปกับวีรบุรุษของเขาออกเดินทางไปบนท้องฟ้าเพื่อไขปริศนาของโลกใบนี้

           อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เรื่องราวของ Eureka 7 มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้แนวเรื่องแบบ Coming of Age ที่มีความหมายถึงการเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่น > ไปสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งในแต่ละสังคมต่างก็มีพิธีกรรมที่แสดงออกซึ่งการเปลี่ยนผ่านนี้แตกต่างกันไป แต่ในปัจจุบันเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยนี้ได้ถูกนำเสนอออกมาในแง่ของการเรียนรู้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทางร่างกาย ประสบการณ์ รวมไปถึงจิตวิญญาณ แต่ท้ายที่สุดแล้วบุคคลหรือตัวละครที่ผ่านพิธีกรรมนี้ในท้ายที่สุด ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อทุกสิ่งในชีวิตมากขึ้น และจัดเป็นแนวเรื่องที่นิยมนำมาใช้ในวงการมังงะและอนิเมชั่นมากที่สุดด้วย โดยเฉพาะแนวโชเน็นฮีโร่ทั้งหลายแหล่

           ในที่นี้ตัวละครอย่าง "เร็นตัน" เองก็ไม่พ้นการพิธีกรรมของเปลี่ยนผ่านเช่นนี้เหมือนกัน ไม่ว่าการต้องไปพานพบกับปัญหาหัวใจ อย่างการแอบชอบเด็กสาวอยู่ฝ่ายเดียว ความผิดหวังที่มีต่อฮอลแลนด์วีรบุรุษที่ตนเองเทิดทูน ความต้องการการยอมรับจากเพื่อนและพวกพ้อง การเรียกร้องความสนใจด้วยการหนีออกจากบ้าน ไปจนถึงการแสวงหาครอบครัวที่ขาดหายไป สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาจิตใจของวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านทั้งสิ้น

           ซึ่งเรื่องราวทั้งหมด 50 ตอนของ Eureka7 ก็จะเล่นกับประเด็นเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ถือเป็นปกติของสื่อใดๆ ก็ตามที่สร้างตัวละครเอกเป็นวัยรุ่นก็มักจะไม่พ้นการนำเสนอ "ความเติบโต" ของตัวละครหลักนั่นเอง แต่ด้วยความประณีตของผู้สร้างอนิเมชั่นเรื่องนี้ ก็ทำให้ Eureka7 มีความโดดเด่นในแง่ของการหยิบยกเอาประเด็นเหล่านี้มานำเสนอได้อย่างลื่นไหลและแนบเนียนมาก กล่าวคือ ผู้ชมจะค่อยๆ รู้สึกผูกพันและเอาใจช่วยให้กับการเติบโตของคู่ พระ-นาง อย่างเร็นตันและยูเรก้าในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปพร้อมๆ กับการนำเสนอโครงเรื่องรองไปจนจบซีรีย์ โดยที่ผู้ชมจะไม่รู้สึกประดักประเดิดเลยว่าเด็กพวกนี้ช่างแก่แดดจริงๆ (ฮา)

 

          
            อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือโครงเรื่องรองที่นำเสนอความลึกลับของโลก อย่างที่กล่าวไปข้างต้น โลกของ Eureka7 มีความแปลกประหลาดในทางภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการมีอยู่ของคลื่นโปร่งแสงทราปาร์ การเกิดภัยภิบัติแผ่นดินขยายตัว หรือแม้กระทั่งการที่ไม่มีทะเลอยู่บนผิวโลก นอกจากนี้ยังมีแกนกลางที่เรียกว่า "สแครปโครอล" ซึ่งมนุษย์ก็ได้ใช้มันในการปฏิกรณ์พลังงานไม่ต่างจากน้ำมัน แต่เนื่องด้วยการวิจัยของด็อกเตอร์ "แอดร็อก เธอร์สตัน" ที่พบว่า อันที่จริงแล้วแสครปโครอลนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก มีความนึกคิดเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังพยายามที่จะติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ชาติอีกด้วย! ด้วยเหตุนี้เอง สังคมมนุษย์จึงเริ่มเกิดความคลางแคลงใจ ในการถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในดวงดาวที่ตนอาศัยอยู่แห่งนี้ขึ้นมา จนก่อให้เกิดสงครามกับธรรมชาติขึ้นมา (อีกแล้ว) ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับรัฐบาลในการยึดครองโลกให้กลับมาเป็นของมนุษย์ กับผู้ที่ไม่เห็นด้วยในการกระทำของรัฐที่ออกมาต่อต้าน ในรูปแบบของการต่อสู้ รวมทั้งการต่อต้านทางสื่อมวลชน

           อันที่จริงแล้ว ประเด็นในเรื่องของการต่อสู้กับธรรมชาติ vs การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ต่างก็เป็นประเด็นที่นิยมใช้กันมาเนิ่นนาน เนื่องจากเป็นเรื่องที่สะท้อนออกมายังโลกแห่งความเป็นจริงของเราโดยตรง ถึงแม้ว่าโลกหรือธรรมชาตินั้นจะมีชีวิตและจิตใจนั้นจะเป็นเพียงจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้น แต่หากมนุษย์พยายามที่จะเรียนรู้เพื่ออาศัยอยู่กับธรรมชาติอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แทนที่จะพยายามควบคุมธรรมชาติให้อยู่ใต้อาณัติของตนดั่งทาส โลกที่เราอาศัยอยู่ก็คงไม่วิปริตแปรปรวนเช่นในทุกวันนี้ นั่นคือตัวสารที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ผ่านเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านพ้นวัยของเด็กหนุ่ม ครอบครัว และความรัก

           นอกเหนือไปจากจุดเด่นที่โครงเรื่องแบบ Coming of age ที่แนบเนียน ผนวกกับประเด็นด้านอนุรักษ์นิยมแล้ว ยังมีปรัญญาที่แฝงเอาไว้ในเนื้อเรื่องที่ปรากฏออกมาในสัญลักษณ์อันเกี่ยวข้องกับศาสนาสมมุติในท้องเรื่องที่ตั้งใจจะให้คล้ายกับศาสนาพุทธและพราหม์ผสมกัน เช่น การที่มีความเชื่อว่าจิตกับกายนั้นแยกออกจากกันอย่างเป็นเอกเทศ การนำพาจิตเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งที่เป็นนิรันดร์ก็คล้ายคลึงกับความเชื่อในเรื่องของปรมาตมัน รวมไปถึงชื่อของเจ้าหุ่น LFO ตัวหลัก "เนอวาช (Nirvash)" ก็มีความเกี่ยวข้องกับคำว่า "นิพพาน (Nirvana)" อย่างแยกไม่ออก จะเห็นได้ว่าผู้สร้างซีรีย์พยายามที่จะโยงเอาเรื่องจุดมุ่งหมายของศาสนาทางตะวันออกเข้ามาเกี่ยวข้องในรูปแบบที่จับต้องได้ง่าย ซึ่งก็จัดว่าเป็นจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้ มีความใกล้เคียงกับรุ่นพี่ที่เป็นตำนานอย่าง Neon Genesis Evangelion ในแง่ของปรัญญาทางศาสนาที่ถูกแฝงอยู่ในอนิเมชั่นหุ่นยนต์ไซไฟในปัจจุบัน

          โดยสรุป อนิเมชั่นเรื่องนี้จัดเป็นผลงานหนึ่งที่คออนิเมชั่นไซไฟไม่น่าพลาด ด้วยแนวเรื่องแบบ Coming of age ที่เรียบเรียงมาเป็นอย่างดีโดยไม่ประดักประเดิด และแน่นอนว่าดูได้อย่างสนุกสนานรวมถึง Soundtrack ที่โดดเด่นอย่าง DAYS (โดย FLOW) Himitsu Kichi (โดย Secret Base) และ Sakura (โดย NILGILIS) ช่วยเสริมแต่งอารมณ์ของเรื่องราวในช่วงนั้นๆ ได้อย่างดี แม้ว่าจะเป็นซีรีย์ที่มีความยาวไปซักหน่อย (ร่วม 2 Season) แต่รับประกันว่าคุ้มค่าที่จะเสียเวลาครับ

 

ขอบคุณรูปภาพจาก พี่กู (Google) ครับ



Comment

Comment:

Tweet

มาส่งลิงค์ค่ะ คุณเสพสื่อ
http://petit-ou.exteen.com/20090705/entry

หวังว่าจะทำให้คุณเข้าใจอะไรมากขึ้น
และหวังว่าคุณจะแก้ไขทัศนคติที่คุณมองฉันค่ะ

#17 By petit-ou on 2009-07-05 00:55

ผมว่าตอนหลังๆ มันยืดไปหน่อย
เทลเลอร์ล่ะอย่างมันดูจริงล่ะอย่างยืดเลยsad smile
แต่โดยรวมบอนเนสไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว
ตอนฮา ฮาจริง ตอนเครียด เครียดจริง
เหมือนฟูลเมทัลแปรธาตุเลยcry
ผมว่าคอมิคมันกว่ามากเลยแหละ

#16 By XEGXEF on 2009-07-02 23:31

คุณพี่ ดอองงงง นานแล้นนนน๊าาาา

#15 By i'FY on 2009-07-02 21:50

จากเอ็นทรี นั้น
แบบว่า อ่านจบปุ๊บ เขียนปั๊บ เพราะมันปรี๊ด มาก
เลยทำให้ดูว่า เหมารวม ฮ่าๆๆ
ก็ขอโทษ ด้วยนะฮ่ะ question

#14 By ~ShAdOw~ on 2009-06-26 00:34

ภาพสวย น่าลองหามาดูจังเลยค่ะ
อ่านแล้ว อยากมีเวบาดูหนังกับเค้าบ้างเหมือนกัน แต่เราไม่ค่อยมีเวลาเลย

#12 By หลา on 2009-06-17 12:58

จำได้ ๆ เรื่องสาวผมฟ้า

อิอิ

ไปชวนพี่แก๊ปมาเล่นดิ เด๋วไปเชียร์ ฮ่า ๆ ๆ

#11 By i'FY on 2009-06-14 20:02

รีวิวได้ดีมากเลยจ้า แต่เห็นห่างหายจากวงการรีวิวไปนาน confused smile
ไม่ค่อยชอบดูเรื่องที่มีกัมดั้ม หรือหุ่นยนต์เท่าไหร่
เรื่องสุดท้ายที่ดูก็ gundum seed ที่ดูจนจบแล้วก็ยัง งงๆ 555+

ขอบคุณที่เข้ามาชมบลอคนะคะ
FFVII เป็นหนัง รู้แล้วล่ะค่ะ
แต่ที่อยากได้เพลย์ 3 เพราะจะเอามาเล่นไฟนอลภาค 13 ด้วยไง
หุหุ

#9 By gift-give-gift on 2009-06-13 14:58

#6 ผู้ใหญ่ก็ดูได้ครับคุณอี๊ด (การ์ตูนเรื่องนี้เหมาะจะให้ผู้ใหญ่ดูมากกว่าเด็กด้วยซ้ำไป) ค่อนข้างรุนแรง และประเด็นหนักครับ

ถ้าทำใจไม่ได้ ก็คิดซะว่าดูซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่องนึงก็ได้นะ

การ์ตูนไม่ใช่เรื่องสำหรับเด็กนะครับ big smile

#8 By Media Eater on 2009-06-13 12:26

หายยยไปหนายยมาคุณพี่


open-mounthed smile

#7 By i'FY on 2009-06-13 12:01

เลยวัยที่จะดูการ์ตูนแล้วค่ะsad smile

#6 By eeddy(อี๊ด) on 2009-06-13 10:36

Hot! Hot!

#5 By wesong on 2009-06-13 02:01

ใครว่าการืตุนเป็นเรื่องสำหรับเด็ก...
ไม่อยากเอาไปเทียบกับละครบ้านเราเล้ย...

sad smile

#4 By wesong on 2009-06-13 02:00

#1 หามาดูเลยครับ ถ้าไม่ดีจริง ไม่กล้าแนะนำแน่ๆ

#3 By Media Eater on 2009-06-13 00:45

big smile เขียนวิจารณ์ได้เจ๋งดีครับ เรื่องนี้ผมก็เก็บดีวีดีครบ ดูได้เพลินดี
วิจารณ์ Bounen no Xamdou ด้วยนะครับ ดูเรื่องนี้แล้วงงสุดๆ

#2 By ไลก้าคุง on 2009-06-13 00:41

หลังมานี่ท่านรีวิวเรื่องไหนผมก็พยายามหามาดูจนได้

Guren ดูจนจบละดราม่าจริงๆ

#1 By Maxtrix™ on 2009-06-13 00:34