Psalms of Planets Eureka Seven (2005): ก้าวพ้นวัยไปกับดวงดาว
posted on 05 May 2009 15:16 by media-eater in Anime
กลับมาแล้ว~
เป็นคำแรกที่ผมอยากจะพิมพ์ลงในบล็อกตัวเอง
เพราะรู้สึกเหมือนกับการได้กลับมาที่บ้านของตน อาบน้ำอาบท่าจนชื่นใจหลังจากผ่านการผจญภัยมาเนิ่นนาน
และนอนพักผ่อนอย่างสบายเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางครั้งใหม่ที่ยาวไกลและไร้ซึ่งจุดมุ่งหมาย
บนเส้นทางชีวิตที่ต้องเดินอย่างระมัดระวัง
บางครั้งก็ต้องกระโดดข้ามหลุมหรือวิ่งไล่บางสิ่ง
แม้จะต้องเหนื่อยจนหยุดเดินเพื่อพักผ่อนบ้างแต่ก็ไม่มีวันเลิกเดินเด็ดขาด
ตราบใดที่สมองยังสามารถสั่งการให้กล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างขยับได้อยู่
เราก็ยังเดินไปบนเส้นทางชีวิตนี้กันต่อไป
ช่วงที่ผ่านมามีโอกาสได้หยิบเอาอนิเมชั่นที่ดองเอาไว้ขึ้นมาดู ซึ่ง Psalms of
Planets Eureka Seven ก็จัดเป็นหนึ่งในของดีที่เหมาะแก่การหยิบยกมาพูดถึง
ซึ่งอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นฝีมือของสตูดิโอ Bones โดยออกอากาศทางโทรทัศน์ไปเมื่อปี
2005 ใช่ครับมันคืออนิเมซีรีย์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว
(สมัยนั้นยังไม่มี widescreen 16:9 เลย)
แต่ด้วยความโดดเด่นของมันจากรางวัลการันตีต่างๆ อาทิ Best TV
Series, Best Script, Best Character Design จากงาน Tokyo
International Anime Fair 2006 และ Best TV Series , Best
Female Character Design จากงาน Anime EXPO 2006 ก็ทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้สามารถเทียบชั้นกับตำนานรุ่นพี่อย่าง Evangeline
ได้อย่างไม่น้อยหน้า
ความรู้สึกในครั้งแรกที่ได้หยิบเอาอนิเมเรื่องนี้ขึ้นมาชมนั้น รู้สึกประทับใจกับงาน Art & Design ที่ปรากฏในเรื่องเป็นอย่างมาก ตัวละครแต่ละตัวแม้จะไม่ หล่อ-สวย แต่กลับมีเสน่ห์เฉพาะตัวและมีบทบาทที่โดดเด่นแตกต่างกันไป อีกทั้งแนวคิดที่เอาหุ่นมาเล่นกีฬาโต้คลื่นก็ดูน่าสนใจและแหวกแนวดี หากดูเผินๆ แล้วอาจมองว่าอนิเมชั่นเรื่องนี้คงหลีกไม่พ้นแนวเรื่องแบบ Super robot ที่มุ่งเน้นให้ความพิเศษของตัวหุ่นเป็นหลักในการดำเนินเรื่อง แต่อันที่จริงแก่นของเรื่องราวทั้งหมดนั้น จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องราวของความรักและความผูกพันระหว่างเด็กสาวและเด็กหนุ่มที่กำลังเติบโตเป็นหลัก (Drama & Coming of Age) โดยมีอภินิหารของ Robot เป็นเพียงส่วนประกอบให้กับแก่นหลักในท้องเรื่อง
เรื่องราวของ Eureka Seven
เกิดขึ้นในยุคสมัยอนาคต ณ ดวงดาวที่คล้ายคลึงกับโลกที่ไร้ซึ่งทะเล
แต่ก็มีอนุภาคโปร่งแสงนามว่า "ทราปาร์" ที่เปรียบเสมือนลูกคลื่นอยู่ทั่วไปในท้องฟ้า
และด้วยคลื่นทราปาร์นี่เองที่ทำให้เกิดกีฬาฮิตที่มีลักษณะคล้ายกับการโต้คลื่นไปบนท้องฟ้าที่เรียกว่า
"ลิฟ" ผู้ชมจะได้รับรู้เรื่องราวผ่านมุมมองของ
"เร็นตัน เธอร์สตัน" เด็กหนุ่มผู้เหนื่อยหน่ายกับชีวิตในเมืองที่แสนจืดชืด
เขาต้องการออกไปท่องโลกกว้างอย่างฮีโร่นักลิฟชื่อดัง "ฮอลแลนด์"
แทนที่จะสืบทอดกิจการสารพัดช่างของปู่ในอนาคต ซึ่งเหตุการณ์ที่เป็นใจให้กับเร็นตัน
เมื่อวันหนึ่งมีเด็กสาวนามว่า "ยูเรก้า" ขี่หุ่น LFO (Light Finding Operation) ที่ชื่อว่าเนอวาชมายังเมืองที่เขาอาศัยอยู่เพื่อที่จะซ่อมบำรุงพร้อมกับฮอลแลนด์
ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้เองที่ทำให้เร็นตันได้จับพลัดจับพลูร่วมก๊วนไปกับวีรบุรุษของเขาออกเดินทางไปบนท้องฟ้าเพื่อไขปริศนาของโลกใบนี้
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เรื่องราวของ Eureka 7 มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้แนวเรื่องแบบ Coming of Age ที่มีความหมายถึงการเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่น > ไปสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งในแต่ละสังคมต่างก็มีพิธีกรรมที่แสดงออกซึ่งการเปลี่ยนผ่านนี้แตกต่างกันไป แต่ในปัจจุบันเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยนี้ได้ถูกนำเสนอออกมาในแง่ของการเรียนรู้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทางร่างกาย ประสบการณ์ รวมไปถึงจิตวิญญาณ แต่ท้ายที่สุดแล้วบุคคลหรือตัวละครที่ผ่านพิธีกรรมนี้ในท้ายที่สุด ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อทุกสิ่งในชีวิตมากขึ้น และจัดเป็นแนวเรื่องที่นิยมนำมาใช้ในวงการมังงะและอนิเมชั่นมากที่สุดด้วย โดยเฉพาะแนวโชเน็นฮีโร่ทั้งหลายแหล่
ในที่นี้ตัวละครอย่าง "เร็นตัน" เองก็ไม่พ้นการพิธีกรรมของเปลี่ยนผ่านเช่นนี้เหมือนกัน
ไม่ว่าการต้องไปพานพบกับปัญหาหัวใจ อย่างการแอบชอบเด็กสาวอยู่ฝ่ายเดียว
ความผิดหวังที่มีต่อฮอลแลนด์วีรบุรุษที่ตนเองเทิดทูน
ความต้องการการยอมรับจากเพื่อนและพวกพ้อง
การเรียกร้องความสนใจด้วยการหนีออกจากบ้าน ไปจนถึงการแสวงหาครอบครัวที่ขาดหายไป
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาจิตใจของวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านทั้งสิ้น
ซึ่งเรื่องราวทั้งหมด 50 ตอนของ Eureka7 ก็จะเล่นกับประเด็นเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ถือเป็นปกติของสื่อใดๆ
ก็ตามที่สร้างตัวละครเอกเป็นวัยรุ่นก็มักจะไม่พ้นการนำเสนอ "ความเติบโต"
ของตัวละครหลักนั่นเอง
แต่ด้วยความประณีตของผู้สร้างอนิเมชั่นเรื่องนี้ ก็ทำให้ Eureka7 มีความโดดเด่นในแง่ของการหยิบยกเอาประเด็นเหล่านี้มานำเสนอได้อย่างลื่นไหลและแนบเนียนมาก
กล่าวคือ ผู้ชมจะค่อยๆ รู้สึกผูกพันและเอาใจช่วยให้กับการเติบโตของคู่ พระ-นาง อย่างเร็นตันและยูเรก้าในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปพร้อมๆ
กับการนำเสนอโครงเรื่องรองไปจนจบซีรีย์ โดยที่ผู้ชมจะไม่รู้สึกประดักประเดิดเลยว่าเด็กพวกนี้ช่างแก่แดดจริงๆ
(ฮา)
อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือโครงเรื่องรองที่นำเสนอความลึกลับของโลก
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น โลกของ Eureka7
มีความแปลกประหลาดในทางภูมิศาสตร์
ไม่ว่าจะเป็นการมีอยู่ของคลื่นโปร่งแสงทราปาร์ การเกิดภัยภิบัติแผ่นดินขยายตัว
หรือแม้กระทั่งการที่ไม่มีทะเลอยู่บนผิวโลก นอกจากนี้ยังมีแกนกลางที่เรียกว่า "สแครปโครอล"
ซึ่งมนุษย์ก็ได้ใช้มันในการปฏิกรณ์พลังงานไม่ต่างจากน้ำมัน
แต่เนื่องด้วยการวิจัยของด็อกเตอร์ "แอดร็อก เธอร์สตัน"
ที่พบว่า อันที่จริงแล้วแสครปโครอลนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก
มีความนึกคิดเป็นของตัวเอง
อีกทั้งยังพยายามที่จะติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ชาติอีกด้วย! ด้วยเหตุนี้เอง
สังคมมนุษย์จึงเริ่มเกิดความคลางแคลงใจ ในการถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในดวงดาวที่ตนอาศัยอยู่แห่งนี้ขึ้นมา
จนก่อให้เกิดสงครามกับธรรมชาติขึ้นมา (อีกแล้ว) ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับรัฐบาลในการยึดครองโลกให้กลับมาเป็นของมนุษย์
กับผู้ที่ไม่เห็นด้วยในการกระทำของรัฐที่ออกมาต่อต้าน ในรูปแบบของการต่อสู้
รวมทั้งการต่อต้านทางสื่อมวลชน
อันที่จริงแล้ว ประเด็นในเรื่องของการต่อสู้กับธรรมชาติ vs การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ต่างก็เป็นประเด็นที่นิยมใช้กันมาเนิ่นนาน เนื่องจากเป็นเรื่องที่สะท้อนออกมายังโลกแห่งความเป็นจริงของเราโดยตรง ถึงแม้ว่าโลกหรือธรรมชาตินั้นจะมีชีวิตและจิตใจนั้นจะเป็นเพียงจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้น แต่หากมนุษย์พยายามที่จะเรียนรู้เพื่ออาศัยอยู่กับธรรมชาติอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แทนที่จะพยายามควบคุมธรรมชาติให้อยู่ใต้อาณัติของตนดั่งทาส โลกที่เราอาศัยอยู่ก็คงไม่วิปริตแปรปรวนเช่นในทุกวันนี้ นั่นคือตัวสารที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ผ่านเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านพ้นวัยของเด็กหนุ่ม ครอบครัว และความรัก
นอกเหนือไปจากจุดเด่นที่โครงเรื่องแบบ Coming of age ที่แนบเนียน
ผนวกกับประเด็นด้านอนุรักษ์นิยมแล้ว
ยังมีปรัญญาที่แฝงเอาไว้ในเนื้อเรื่องที่ปรากฏออกมาในสัญลักษณ์อันเกี่ยวข้องกับศาสนาสมมุติในท้องเรื่องที่ตั้งใจจะให้คล้ายกับศาสนาพุทธและพราหม์ผสมกัน
เช่น การที่มีความเชื่อว่าจิตกับกายนั้นแยกออกจากกันอย่างเป็นเอกเทศ
การนำพาจิตเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งที่เป็นนิรันดร์ก็คล้ายคลึงกับความเชื่อในเรื่องของปรมาตมัน
รวมไปถึงชื่อของเจ้าหุ่น LFO ตัวหลัก "เนอวาช
(Nirvash)" ก็มีความเกี่ยวข้องกับคำว่า "นิพพาน
(Nirvana)" อย่างแยกไม่ออก
จะเห็นได้ว่าผู้สร้างซีรีย์พยายามที่จะโยงเอาเรื่องจุดมุ่งหมายของศาสนาทางตะวันออกเข้ามาเกี่ยวข้องในรูปแบบที่จับต้องได้ง่าย
ซึ่งก็จัดว่าเป็นจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้
มีความใกล้เคียงกับรุ่นพี่ที่เป็นตำนานอย่าง Neon Genesis Evangelion ในแง่ของปรัญญาทางศาสนาที่ถูกแฝงอยู่ในอนิเมชั่นหุ่นยนต์ไซไฟในปัจจุบัน
โดยสรุป อนิเมชั่นเรื่องนี้จัดเป็นผลงานหนึ่งที่คออนิเมชั่นไซไฟไม่น่าพลาด ด้วยแนวเรื่องแบบ Coming of age ที่เรียบเรียงมาเป็นอย่างดีโดยไม่ประดักประเดิด และแน่นอนว่าดูได้อย่างสนุกสนานรวมถึง Soundtrack ที่โดดเด่นอย่าง DAYS (โดย FLOW) Himitsu Kichi (โดย Secret Base) และ Sakura (โดย NILGILIS) ช่วยเสริมแต่งอารมณ์ของเรื่องราวในช่วงนั้นๆ ได้อย่างดี แม้ว่าจะเป็นซีรีย์ที่มีความยาวไปซักหน่อย (ร่วม 2 Season) แต่รับประกันว่าคุ้มค่าที่จะเสียเวลาครับ


เขียนวิจารณ์ได้เจ๋งดีครับ เรื่องนี้ผมก็เก็บดีวีดีครบ ดูได้เพลินดี
Guren ดูจนจบละดราม่าจริงๆ
#1 By Maxtrix™ on 2009-06-13 00:34