หากจะว่ากันเพียงผิวเผินแล้ว มังงะเรื่อง "Planetes" เป็นเพียงเรื่องราวแนวไซ-ไฟ นำเสนอชีวิตของกลุ่มคนที่ทำหน้าที่เก็บขยะอวกาศ (Debris) ที่ลอยวนเวียนอยู่ตามวงโคจรในอวกาศ ในยุคสมัยที่การพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศกำลังรุ่งเรือง มนุษย์ชาติต่างบุกเบิกอวกาศและกอบโกยทรัพยากรจากอวกาศอย่างเต็มที่ และแน่นอนว่าที่ใดมีมนุษย์ ที่นั่นย่อมต้องมี "ขยะ" ไม่ว่าจะเป็นซากดาวเทียม เศษชิ้นส่วนของยานอวกาศ ฯลฯ ซึ่งขยะเหล่านี้ต่างก็มีอันตรายเกินกว่าที่คาดคิด เพราะหากแม้เป็นชิ้นส่วนจิ๋วๆ แต่เมื่อมันที่วิ่งอยู่บนโคจรด้วยความเร็ว 8km/sec ถ้าพุ่งเข้าชนกับสิ่งใดก็สามารถก่อความเสียหายได้ไม่น้อย ดังนั้น หน้าที่เก็บขยะนี้จึงเป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งต่อผู้คนที่สัญจรไปมาในอวกาศ หากแต่ว่ามีเพียงน้อยคนนักที่ประสงค์จะทำงานแบบนี้ เนื่องจากเป็นงานที่ดูต่ำต้อย ไร้ซึ่งเกียรติ และเสี่ยงอันตราย ไม่ต่างกับพนักงานเก็บขยะบนโลกเลย


          "ฮาจิมากิ" หนึ่งในนักเก็บขยะอวกาศ ผู้มีความฝันที่จะเป็นเจ้าของยานอวกาศของตนเอง เขาทำงานเก็บขยะโดยมุ่งมั่นสะสมเงินทองเพื่อทำความฝันของเขาให้เป็นจริง ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่ในความเป็นจริง ฮาจิมากิไม่สามารถที่จะเฉียดเข้าใกล้ความฝันของตนเองเลยแม้แต่น้อย การที่จะเป็นเจ้าของยานอวกาศดูจะเป็นฝันที่ไกลเกินเอื้อมของคนเดินดินธรรมดาจะเป็นเจ้าของได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุให้ฮาจิมากิเป็นคนที่ไม่เคยพอใจในชีวิตการงานที่จมปลักอยู่กับการเก็บขยะไปแต่ละวันๆ แต่ก็ยังก้มหน้าก้มตาทำไปด้วยความจำยอมด้วยหวังว่าโอกาสจะมาหาเขาบ้างซักวันหนึ่ง




          แต่แล้วเหตุการณ์ทั้งหมดกลับพลิกผันจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเขาระหว่างปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่าฮาจิมากิจะสามารถรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหารย์ แต่เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับโรคกลัวการอยู่ในอวกาศ ซึ่งเป็นอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถอยู่ในที่มืดโดยไม่มีทั้งเสียงและแสงได้นาน เพราะจะความดันจะขึ้นสูง หายใจถี่ สูญเสียความรู้สึกตัวและอาจถึงแก่ชีวิตได้ ทำให้ฮาจิมากิไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ในอวกาศได้อีกต่อไป เขาจึงต้องเลือก เลือกระหว่างหนทางที่จะกลับไปบำบัดอาการที่โลกแต่ก็ต้องทิ้งความฝันของตนไป หรือจะดื้อแพ่งรักษาอาการบนอวกาศให้หายดี ซึ่งแน่นอนว่าฮาจิมากิย่อมเลือกอย่างหลัง


          แม้ว่าการดำเนินเรื่องของ Planetes แทบทั้งหมดถูกผูกอยู่กับการเติบโตของตัวละครฮาจิมากิเป็นหลัก แต่ผู้แต่งก็ยังสอดแทรกเรื่องราวของลูกเรือคนอื่นๆ เข้าไปด้วย เช่น เรื่องราวของยูริ นักเก็บขยะอวกาศผู้เงียบขรึมและมีวัตถุประสงค์บางอย่างในใจ เรื่องราวของฟี กับตันยานหญิงแกร่งผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือกระทั่งนางเอกของเรื่อง ทานาเบะ ลูกเรือมือใหม่ของยานที่ต้องการพิสูจน์ตนเอง และก็ดูเหมือนว่าผู้แต่งจะจงใจแบ่งช่วงของเนื้อเรื่องออกเป็น 4 บท (เท่ากับจำนวนเล่มมังงะพอดีเป๊ะ)


         โดยในบทแรกหรือมังงะเล่มแรกนั้น นอกจากจะเป็นการเกริ่นนำเรื่องราวแล้ว ยังมีการคลี่คลายปมของฮาจิมากิ ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวละครที่ยังมีความลังเล ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำอะไรต่อไปและใช้ชีวิตไปวันๆ ให้กลายเป็นตัวละครที่มุ่งมั่นทำตามฝันโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด นอกจากนี้ทั้งภาพทั้งเนื้อเรื่องในเล่มแรก ก็เหมือนจะเป็นงานกึ่งทดลองของคนเขียน ที่มีเรื่องราวหลากหลายแนว รวมไปถึงการออกแบบตัวละครที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ไปเรื่อยๆ จนลงตัวได้ในที่สุด





         แต่เมื่อเนื้อเรื่องเข้าสู่บทที่ 2 แก่นของเนื้อหาเริ่มเปลี่ยนไป ฮาจิมากิ ได้สมัครเข้าสอบเป็นลูกเรือในโครงการสำรวจดาวพฤหัสของโลก เพื่อการนี้ ฮาจิมากิจึงต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเข้าสอบเพื่อสานฝันของตนเอง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความเครียด บวกกับโรคกลัวการอยู่ในอวกาศที่ติดตัวมา ทำให้ฮาจิมากิกลายเป็นตัวละครที่มีบุคลิกภาพแปลกแยก (Dissociative Identity Disorder) ที่มองเห็นภาพหลอนเป็นตัวเองอีกคนออกมาพูดคุยด้วย ซึ่งภาพหลอนนี้เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนถึงสภาพการหลงทางในจิตใจของตน เนื่องจากฮาจิมากิเลือกที่จะ "ละทิ้ง" ทุกอย่างเพื่อทำความฝันของตนให้เป็นจริง แม้กระทั่งครอบครัว หรือความรัก


         "การย่างก้าวไปพร้อมกับคนอื่นมันจะทำให้อะไรดีขึ้นมาล่ะ ในเมื่อเกิดมาคนเดียวก็ต้องตายไปคนเดียวสิ นั่นแหละคือลูกเรือที่สมบูรณ์แบบ"




         หากพิจารณาคำว่า Planetes ที่เป็นชื่อเรื่อง จะพบว่าความหมายตามรูปศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นจะหมายถึงคำว่า ดาวนพเคราห์ (Planet) แต่อันที่จริงแล้วคำๆ นี้มีที่มาจากภาษากรีกโบราณที่เขียนว่า "ΠΛΑΝΗΤΕΣ" แปลเป็นอังกฤษได้ว่า "wanderers" หมายความว่า "ผู้ท่องเที่ยวไปโดยไร้จุดหมาย" หรือจะแปลว่า "คนหลงทาง" ก็ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นความตั้งใจสื่อให้เห็นอย่างแนบเนียนว่า มังงะเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความเป็น Sci-Fi จัดๆ นะ เพียงแต่ใช้ความเป็นนิยายวิทยาศาสตร์มาเป็นฉากหลังเพื่อประกอบเรื่องราวของมนุษย์มากกว่า


         อวกาศ (Space) ในเรื่องนี้ มิได้มีความหมายโดยตรงอย่างที่ว่างอันกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่เหนือชั้นเอ็กโซสเฟียร์ (Exosphere) เพียงเท่านั้น แต่ยังมีความหมายที่่แฝงอยู่ในระดับสัญญะ ที่หมายถึงทุกสิ่งที่เรากำลังสัมผัสอยู่ ในห้องนอนของเรา ในบ้านของเรา ในเมืองของเรา มิตรภาพ เพื่อน ครอบครัว คนรัก คนแปลกหน้า ฯลฯ ทุกๆ สิ่งก็คือสิ่งที่อยู่ในอวกาศ ดังนั้น สิ่งที่ฮาจิมากิกำลังใฝ่หาไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลโพ้นอย่างดาวพฤหัส หรือการมียานอวกาศที่ท่องเที่ยวไปได้โดยอิสระ แต่กลับเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตาที่เราสัมผัสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง




         Planetes เป็นผลงานของ ยูคิมุระ มาโคโตะ ซึ่งได้รับรางวัลเซย์อุนซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผลงานแนวไซ ไฟสาขามังงะยอดเยี่ยมในปี 2002 ที่น่าทึ่งก็คืองานชิ้นนี้จัดเป็นงานเขียนมังงะซีรีย์ชิ้นแรกของเขา แต่ก็สามารถสร้างสรรค์ตัวงานออกมาได้ยอดเยี่ยมและครบเครื่องไม่ว่าคนอ่านจะอ่านเพื่อต้องการความสนุก หรืออ่านเพื่อต้องการเนื้อหาที่ลึกซึ้ง มังงะเรื่องนี้จัดให้ได้หมดไม่ว่าจะเป็นแนว action, drama, psychological, romance, science fiction และผมแถมให้อีกแนวคือ Surreal ที่แกนำเสนอออกมาได้แรงมาก ยกตัวอย่างเช่น ฉากที่ตัวเอกยืนมองแมวที่โดนรถชนจนไส้ทะลักคลานจากไปในความมืด ก่อให้เกิดตัวตนของ "แมว" ในจิตของตัวเอกที่จะสื่อสารกันในช่วงแห่งความสับสนในจิตใจ เป็นต้น




         สำหรับผู้ที่อยากจะหามาลองเสพดู ณ ตอนนี้ ในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ แนะนำให้ลองไปด้อมๆ มองๆ แถวบูธสำนักพิมพ์บูรพัฒน์ อาจจะเหลือเป็นแพ๊คขายยกชุดอยู่แบบราคาถูกสุดๆ (4 เล่มจบ 80.-) คุณภาพการพิมพ์และการแปลอยู่ในขั้นดีทีเดียว ส่วน Planetes ฉบับ Anime นั้นก็ได้รับคำกล่าวขวัญไม่แพ้กันในด้านคุณภาพและคำวิจารณ์ในแง่บวก เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะคุณจะดูฉบับไหนก็จัดเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมทั้งนั้น


         Planetes จัดเป็นมังงะที่เหมาะสำหรับคนวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ทำงานรูทีนซ้ำซากไปวันๆ หรือจะเป็นผู้ที่ไล่ตามฝันอย่างไม่ย่อท้ออยู่ในตอนนี้ ให้หันกลับมามองในมุมที่แตกต่างไป แม้ว่าการมุ่งหน้าทำตามฝันอย่างเต็มที่จะเป็นสิ่งที่ดี และเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครต่างก็ยกย่อง คล้ายจะเป็นการนำเสนอที่แปลกแยกจากมังงะแนวโชเน็น (Shonen) ที่เน้นย้ำในเรื่องความฝัน ความพยายาม ความมุ่งมั่น ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตมนุษย์นั้นมีมิติที่หลากหลายกว่านั้น ดังเช่นฮาจิมากิเลือกที่จะทิ้งครอบครัวและคนรักที่เขาเห็นว่าเป็นตัวถ่วง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ในปลายทางของความฝันที่เขาค้นพบก็มีแค่ความว่างเปล่า แม้จะไล่ตามสายรุ้งไปสุดปลายทางก็ไม่เจอแม้แต่เงาของหม้อทองคำ

         สุดท้ายแล้ว.. สิ่งที่มนุษย์จะยึดมั่นเอาไว้ได้ตราบจนชั่วชีวิตนั่นก็คือ "ความรัก" นั่นเอง....

 

credit: ขอบคุณรูปจากการค้นหาของกูเกิ้ล และรูปสแกนที่ผมไปแฮ้บมาโดยพละการ

 

Comment

Comment:

Tweet

โอ้.....

การ์ตูนในดวงใจผมเลยครับเรื่องนี้....

เสียดายมีอยู่ช่วงหนึ่งโดนหลุมดำดูดไป ผมเลยยังหาตามเก็บไม่ได้เลย

#7 By Nightfall on 2010-12-10 02:21

สุขสันต์วันสงกรานต์ สวัสดีปีใหม่ไทยครับ คุณผู้เสพสื่อ
big smile ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ดอกมะลิ
ขอบคุณที่ตามกันมาอ่านครับ ดองไว้ซะนานเลยconfused smile

พยายามกระตุ้นตัวเองให้เขียนต่อเรื่อยๆ อยู่ครับ

#5 By Media Eater on 2010-03-30 23:05

เพิ่งเห็นว่าคุณผู้เสพสื่อกลับมาแล้ว สวัสดีครับ surprised smile
เรื่องนี้เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นของ สนพ.บูรพัฒน์ที่คุณภูมิชอบมากเลย ก็เลยติดตามมาตั้งแต่ออกเล่มแรก (ของบูรพัฒน์นี่ส่วนใหญ่จะตามการ์ตูนจีนมากกว่า)
เป็นรีวิวและบทวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยมมากเลย
น่าอ่านมากกกกก

#2 By sansanae on 2010-03-28 19:09

อ่านเรื่องนี้เหมือนกันconfused smile

#1 By wesong on 2010-03-28 01:44