animation

 

 

          ในช่วงเวลานี้ โลกเรากำลังประสบปัญหาใหญ่ที่นับว่าเป็นหนึ่งในวิกฤตใหญ่ของมวลมนุษย์ชาติเลยทีเดียว นั่นก็คือปัญหา "โลกร้อน" ซึ่งฟังๆดูแล้วเจ้าคำว่าโลกร้อนเนี่ยมันช่างดูมีความหมายไกลตัวสำหรับพวกเราๆซะเหลือเกิน (โลกร้อนแล้วจะทำไม? ทุกวันนี้เมืองไทยก็ร้อน อยู่แล้ว จะร้อนขึ้นอีกหน่อยคงไม่มีความแตกต่างไปเท่าไหร่นักหรอก?) ซึ่งนั่นก็นับว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องแต่ถูกต้องเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากภัยโลกร้อนนับเป็นวิกฤติการณ์ที่จะส่งผลกระทบในระยะยาว ในหนึ่งช่วงชีวิตของมนุษย์นั้นอาจจะไม่สามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนถึงขนาดที่เรียกได้ว่าเป็น "ภัยพิบัติ" มากนัก และด้วยความไม่ใส่ใจในการนำเสนอประเด็นอย่างต่อเนื่องของสื่อมวลชนไทยทั้งหลาย ก็ทำให้วิกฤติการณ์โลกร้อนในประเทศไทยเป็นเพียงกระแสวูบวาบฉาบฉวยและค่อนข้างจะไกลตัว

 

          แต่จะเป็นอย่างไร? หากสิ่งที่เราเรียกว่า "ธรรมชาติ" นั้นมีชีวิตมีจิตใจมีความนึกคิดเป็นของตนเองและได้ลุกขึ้นมาทำการต่อต้านการกระทำของมนุษย์แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน มันก็น่าจะทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ได้ตระหนักถึงผลของการกระทำอันไร้ความรับผิดชอบของเราต่อธรรมชาติได้อย่างแสบสันที่สุด

 

          Princess Mononoke ผลงานอนิเมชั่นของ Studio Ghibi อีกเรื่องหนึ่งที่ได้ชื่อว่าสร้างปรากฏการณ์ Ghibi fever ในช่วงปี 1999 (ก่อนที่ Sprited away จะตามออกมาในปี 2001) โดยฝีมือการกำกับของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้กำกับมากฝีมือที่นับได้ว่าคู่บุญคู่กรรมของ Ghibi จนเติบใหญ่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งภาพยนตร์อนิเมชั่น เรื่อง Princess Mononoke ได้นำเสนอเนื้อหาที่ค่อนข้างมีความซับซ้อนและความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าผลงานอนิเมชั่นที่ผ่านๆมาของจิบบลิเลยทีเดียว และเมื่อได้พิจารณาจากเนื้อเรื่องที่ปรากฏออกมาแล้ว คล้ายกับว่าเรื่องราวของ Princess Mononoke จะเป็นการนำเสนอเอาส่วนหนึ่งของแนวคิดในการ "รักธรรมชาติ" ของตัวมิยาซากิเอง ออกมาเป็นสื่อภาพยนตร์เพื่อถ่ายทอดต่อไปยังกลุ่มผู้ชมได้โดยง่าย น่าติดตาม และงดงามตามแบบฉบับของมิยาซากิ

 

          เรื่องราวของ Princess Mononoke มีแก่นหลักของเรื่องอยู่ที่ "การต่อสู้ระหว่างมนุษย์ และ ธรรมชาติ" ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในยุคสมัยที่ป่าถูกปกครองด้วยเหล่าสัตว์เทพและเทพผู้สร้างแห่งพงพี ภาพยนตร์ได้ทำการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของชายหนุ่มคนหนึ่งนามว่า "อาชิทากะ" ที่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้กับเทพอสูรทาทาริ (เทพหมูป่าที่ถูกความแค้นและความเกลียดชังสิงสู่จนกลายสภาพเป็นอสูร) ที่เข้ามาโจมตีหมู่บ้านของเขา ซึ่งผลกระทบที่ได้จากการต่อสู้ครั้งนั้นเป็นคำสาปที่ทำให้ชีวิตของเขากำลังค่อยๆสิ้นสลายไปอย่างช้าๆ โดยไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ด้วยเหตุนี้เอง จากคำพยากรณ์เพื่อหาหนทางในการแก้คำสาป จึงทำให้อาชิทากะต้องออกเดินทางสู่โลกกว้างเพื่อมองเหตุการณ์อาเพศต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกด้วยสายตาที่เป็นธรรม

 

 

          จากการเดินทางครั้งนี้เองที่ทำให้อาชิทากะได้พบกับเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็น "สงคราม" ระหว่างเมืองมนุษย์กับเหล่าสรรพสัตว์จากธรรมชาติ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ห้ำหั่นกันเพื่อสิทธิในการครอบครองทรัพยากรจากป่า โดยทางฝ่ายของมนุษย์ที่ปกครองโดยเจ้าเมืองอิโบชิ (Lady Eboshi) นายหญิงเหนือหัว ผู้ใช้ปืนไฟซึ่งอาวุธที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับเหล่าสรรพสัตว์ เดินทัพรุกล้ำเข้าไปยังป่าลึก ที่เป็นดินแดนซึ่งเป็นของเหล่าสัตว์ป่าทั้งหลาย เพื่อเก็บเกี่ยวทรัพยากรป่าไม้ ทำเหมือง ฯลฯ ซึ่งทำให้เหล่าสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่เกิดความไม่พอใจขึ้นมา จนต้องทำการปลุกระดมเหล่าสัตว์ต่างๆ เพื่อทำสงครามต่อกรกับมนุษย์ที่บุกรุกดินแดนของธรรมชาติด้วยวิธีการตาต่อตา ฟันต่อฟัน

 

          ในเนื้อเรื่องที่ดำเนินไปนั้น ตัวละคร "อาชิทากะ" เปรียบเสมือนเป็น "คนกลาง" ระหว่างทั้งสองฝ่าย เขาเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความแค้นเคืองของสัตว์เทพ ซึ่งเป็นความแค้นที่เกิดมาจากน้ำมือของมนุษย์หรือก็คือการกระทำของนายหญิงอิโบชิ ที่ต้องการจะครอบครองพื้นที่ป่าไม้อีกทอดหนึ่ง โดยในระหว่างการเดินทางนั้นตัวของอาชิทากะเองได้พบเจอกับประสบการณ์หลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าฟันกันเองของมนุษย์ ภัยธรรมชาติอันโหดร้ายที่ทำลายหมู่บ้านจนราบเป็นหน้ากลอง หรือแม้กระทั่งความดีงามของมนุษย์ที่คอยช่วยเหลือพึ่งพากัน เห็นอกเห็นใจกัน รวมไปถึงความงดงามและมีเมตตาของธรรมชาติ เรียกได้ว่าสิ่งที่เขาได้ประสบพบเจอนั้นล้วนแล้วแต่ครบถ้วนกระบวนความทุกๆแง่มุมระหว่างมนุษย์และธรรมชาติเลยทีเดียว

 

          จากจุดนี้เราจะเห็นได้ว่าตัวสารที่มิยาซากิ ต้องการที่จะสื่อถึงผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ การที่ไม่มีสิ่งใดที่ดีหรือเลวแบบสุดขั้ว (หรือชั่วสุดขีด) โลกเรานั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดๆก็ตา็มล้วนแล้วแต่มีทั้งด้านดีและด้านร้าย ผสมผสานอยู่ในสิ่งเดียวกันอยู่ในการกระทำเดียวกันเสมอๆ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่อาชิทากะได้พบเจอมา เช่น เราจะเห็นถึงความมีเมตตาของนายหญิงอิโบชิที่คอยช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากเพราะเกิดมาพิการซ้ำซ้อน ผู้คนที่ทำงานให้นาง เคารพนาง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้คนที่ได้รับความช่วยเหลือจากนางทั้งสิ้น โดยเฉพาะเหล่าโสเภณีทั้งหลายที่เคารพนายหญิงเป็นที่สุดเพราะนางช่วยให้พวกเธอหลุดพ้นจากชีวิตที่สิ้นหวัง ถึงแม้ว่าด้วยการกระทำของอิโบชิ ที่เดินหน้าพัฒนาอาวุธปืนไฟเข้าห้ำหั่นกับเหล่าสรรพสัตว์เพื่อเป้าหมายของตัวเอง จะเป็นการกระทำที่ร้ายกาจก็ตาม

 

 

          นอกจากนี้เหล่าสรรพสัตว์และธรรมชาติก็เช่นกัน แม้ว่าเหล่าสัตว์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่ดีงาม คอยดูแลรักษาป่าไม้ มีเทพผู้สร้างแห่งพงพี (Shishigami)ที่ทรงอำนาจและก็มีความกรุณาต่อชีวิต แต่เมื่อจิตใจอันดีงามถูกครอบงำด้วยความแค้นความเจ็บปวดจากกระสุนเพลิงที่ฝังอยู่ภายในร่างกาย เหล่าสัตว์เทพที่มีจิตใจดีงามก็แปลงสภาพกลายเป็นอสูรร้ายที่จะกลืนกินทุกๆชีวิตโดยไม่สนว่าจะเป็นใครเลยก็ตามได้เช่นกัน แม้กระทั่งเทพผู้สร้างแห่งพงพีเมื่อถูกครอบงำด้วยความโกรธ ก็กลับกลายสภาพเป็นภัยพิบัติที่สุดแสนร้ายกาจเกินกว่าที่จะจินตนาการ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทั้ง "ด้านขาวและดำ" ของทั้งสองฝ่ายที่กลมกลืนกันจนแยกไม่ออก และส่งเหล่านี้ก็ส่งผลต่อการกระทำของเหล่าตัวละครในเนื้อเรื่องอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

          ลักษณะการกระทำของมนุษย์ในภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น ดูช่างคล้ายคลึงกับการกระทำของมนุษย์เราในทุกวันนี้เสียเหลือเกิน ที่ทำการเก็บเกี่ยวเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงส่วนเสียที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เป็นเพราะความทะนงตนของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ต้องการจะครอบครองโลกใบนี้เสียทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จโดยไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้าน ในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เช่นกันเพียงแต่เกิดเหตุการณ์ที่แตกต่างออกไป มีเหล่า "ผู้ต่อต้าน" ซึ่งก็คือเหล่าสรรพสัตว์ต่างๆในป่าลุกฮือขึ้นมาต่อสู้ด้วยความแค้นที่มีต่อการกระทำของมนุษย์ ที่ทำการบุกรุกพื้นที่ป่าตามใจชอบ จนเหล่าสัตว์ไม่มีหนทางที่จะอาศัยอยู่ เหล่าฝูงลิงที่มีหน้าที่คอยดูแลต้นไม้ ปลูกป่า ก็ถูกมนุษย์คอยขัดขวางด้วยปืนไฟจนเกิดความแค้นอยากจะกินเนื้อมนุษย์ให้สาแก่ใจ ซึ่งถึงแม้ว่าดินแดนแห่งป่าจะมีผู้ปกครองที่รักสงบอย่างเทพผู้สร้างแห่งพงพีที่ไม่สนใจต่อการทำสงครามกับมนุษย์ก็ตาม แต่กระนั้น มนุษย์ก็ยังจะมุ่งหมายปองชีวิตของมหาเทพแห่งป่า ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองความโลภของพวกตนเองในการที่จะครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใดนอกจากความสะดวกสบาย และความสำเร็จในชีวิตของตนเอง

 

 

          สำหรับตัวละครที่น่าสนใจนั้นนอกจากตัวของอาชิทากะและนายหญิงอิโบชิแล้ว ยังมีตัวละครที่น่าสนใจอีกคนหนึ่ง (และยังเป็นตัวละครสำคัญที่ปรากฏบนชื่อเรื่อง) นั่นก็คือ "ซัน (San)" เจ้าหญิงหมาป่า เด็กสาวที่ถูกเทพหมาป่ารับมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเด็ก เธอเติบโตขึ้นมาในป่าอันเป็นที่รักของเธอและครอบครัวหมาป่า ซันเป็นเด็กสาวมนุษย์ที่พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องผืนป่าจากการรุกรานของนายหญิงอิโบชิ จนได้พบกับอาชิทากะในขณะที่เธอกำลังพยายามลอบสังหารนายหญิงอิโบชินั่นเอง

 

          ความสัมพันธ์ระหว่างซัน เจ้าหญิงหมาป่า กับอาชิทากะนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่เรียกได้ว่าต่างคนต่างขั้วกันเลยทีเดียว อาชิทากะนั้นเป็นมนุษย์ที่พยายามทำความเข้าใจกับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาและเชื่อมั่นในคุณงามความดีของมนุษย์ ส่วนซัน เป็นเด็กสาวที่ไม่คิดว่าตนเองเป็นพวกเดียวกับมนุษย์ อีกทั้งยังมองว่ามนุษย์นี่แหละ คือตัวการในการทำลายป่าและสัตว์ป่าที่เธอรักเพื่อประโยชน์ส่วนตน ดังนั้นเธอจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปกป้องสิ่งที่เธอรักเอาไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามลอบสังหารหรือกระทั่งการเข้าร่วมสงครามระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าก็ตาม

 

          อันที่จริงแล้วการกระทำของตัวซัน นับเป็นการกระทำตามสัญชาติญาณโดยปกติของสิ่งมีชีวิตทั่วๆไป ที่ต้องการจะปกป้องสิ่งที่ตนเองรักแม้ว่าจะต้องทำลายสิ่งอื่นลงไปก็ตาม แต่เมื่อเธอได้มาพบกับอาชิทากะ ชายหนุ่มผู้พยายามยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาจากทั้งสองฝ่าย เธอก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในแง่ของการยอมรับ "ความดี" และ "ความรัก" ของมนุษย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ซันก็ได้เรียนรู้มาจากความรู้สึกของตัวเธอเองกับอาชิทากะ และพยายามยอมรับการปรองดองระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในการที่จะอยู่อาศัยร่วมกันในโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น

 

         หลังจากได้ชมภาพยนตร์เรื่องนแล้ว เราจะเห็นว่าการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาตินั้นไม่ได้น่าพิสมัยเลยซักนิดเดียว แม้ว่าธรรมชาติจะโหดร้าย แต่ธรรมชาติก็แทบจะไม่เคยรุกล้ำเข้ามายังเขตแดนของมนุษย์ หรือทำร้ายมนุษย์เพื่อความต้องการของตน จะมีก็แต่มนุษย์นี่แหละที่โหดร้ายต่อธรรมชาติและเหล่าสัตว์ต่างๆ รวมทั้งโหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ด้วยการทำสงครามฆ่าฟันกันเพื่อแก่งแย่งในอำนาจทางสังคม ใช้สมองอันปราดเปรื่องที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตใดบนโลกในการคิดค้นสิ่งที่ทำลายธรรมชาติแต่ไม่ได้คำนึงถึง "การอยู่ร่วมกัน" ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ซึ่งผลสุดท้ายที่ปรากฏในเรื่องภายหลังจากสงครามระหว่างมนุษย์และเหล่าสรรพสัตว์ ก็มิใช่ผลลัพธ์ที่ดีต่อฝ่ายใดเลย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์หายนะที่ราวกับจะเป็นบทเรียนที่สำคัญให้กับการกระทำที่ผ่านมาของมนุษย์ ให้รู้จักที่จะรับรู้และใส่ใจในระบบของธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เพราะมนุษย์เราก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรอันยิ่งใหญ่ของระบบนิเวศน์ หากธรรมชาติล่มสลาย มนุษย์ก็ย่อมที่จะใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้เช่นกัน... ทั้งนี้ แนวคิดที่แฝงอยู่ภายในภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ ก็จัดได้ว่าเป็นแนวคิดทึค่อนข้างจะเป็นทางสายกลางและเป็นอุดมคติ ซึ่งสุดท้ายแล้วเราอาจจะต้องปฏิบัติตัวตามแบบของอาชิทากะในท้ายเรื่อง ซึ่งก็คือการพัฒนาจิตใจของคนเราไปพร้อมกับเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ละเลยต่อการบำรุงรักษาระบบนิเวศน์ที่หล่อเลี้ยงเราให้มีชีวิตอยู่ได้บนโลกใบนี้เช่นกัน...