hannibal

 

from : http://imdb.com

 

          ภาพยนตร์เรื่อง "Silent of the Lamb"เป็นภาพยนตร์ที่มีเค้าโครงเรื่องหลักเกี่ยวกับการ ตามรอยฆาตกรต่อเนื่องที่มีชื่อว่า "บัพฟาโล บิล นักแล่หนังมนุษย์" บิลมีลักษณะการฆ่าเหยื่อที่ผิด แปลกไปจากทั่วๆไปด้วยการฆ่าเฉพาะเหยื่อที่เป็นหญิงสาว จากนั้นจึงทำการแล่ผิวหนังส่วนต่างๆ ในร่างกายของเหยื่อออกไป ซึ่งการตามหาเจ้าฆาตกรคนนี้ ภาพยนต์ได้เล่าเรื่องผ่านมุมมองของเจ้าหน้า ที่หญิงฝึกหัดจาก FBI "แคลริช สตาร์ลิ่ง (Jodie Foster)" ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าของเธอ ให้ไปสอบสวนหาข้อมูลทางจิตวิทยาจากอดีตฆาตกรโหดสุดอันตรายอีกคนหนึ่ง "ดอกเตอร์ฮันนิบาล เล็กเตอร์ (Anthony Hopkins)" จิตแพทย์ผู้ต้องคดีฆ่าและกินเนื้อมนุษย์ ซึ่งเขาเป็นผู้กุมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ การตามจับฆาตกรในคดีนี้ แต่เนื่องจาก ดร.เล็กเตอร์ เคยประกอบอาชีพเป็นจิตแพทย์ (ก่อนที่จะถูกจับกุม) ประกอบกับลักษณะท่าทางและบุคลิกที่คาดเดาไม่ได้ของเขา ทำให้แทนที่เจ้าหน้าที่ FBI แคลริช สตาลิ่ง จะเป็นฝ่ายที่สอบสวนและรีดเค้นข้อมูลของ กลับกลายเป็นตัวเธอเองต่างหากที่ถูก ดร.เล็กเตอร์ ค้นลึกลงไป ในจิตใจและดึงเอาความทรงจำที่เลวร้ายของเธอในอดีตออกมาแทน

 

 

          ในจุดนี้นี่เองที่ตัวภาพยนตร์ นำเอาหลักการที่เกี่ยวข้องของ "ทฤษฏีจิตวิเคราะห์" ซึ่งมีซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นเจ้าสำนักคิด มาใช้เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินเรื่อง โดยเฉพาะในทุกๆ scene ที่ FBI สาวสตาร์ลิ่ง จะต้องพูดคุยกับเล็กเตอร์นั้น เล็กเตอร์ยื่นข้อเสนอที่จะให้ข้อมูลของ บัพฟาโล่ บิล แลกกับการที่ สตาร์ลิ่งจะต้องเล่าข้อมูลส่วนตัวของเธอให้เขาฟัง ซึ่งการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เอง ที่ทำให้เราได้เห็นถึงการนำเอา หลักจิตวิเคราะห์ของฟอรยด์มาใช้ในเรื่องการใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การวิเคราะห์ความฝัน และการ วิเคราะห์พฤติกรรมของเธอที่แสดงออกมาตามเรื่องราวในภาพยนตร์

 

 

          เริ่มแรกพบกันระหว่าง ดร.เล็กเตอร์ และสตาร์ลิ่ง นั้น เล็กเตอร์ได้ทำการสำรวจและเก็บข้อมูลของ ผู้มาเยี่ยมสาวสวยรายนี้อย่างละเอียด ราวกับเธอเป็นคนไข้ที่ได้รับการแนะนำให้มาพบกับเขา เล็กเตอร์ได้ใช้ ความสามารถในการสังเกตและวิเคราะห์อันยอดเยี่ยมในการเชื่อมโยงและคาดเดาว่า สตาร์ลิ่งมีเหตุจูงใจอะไร ที่จะต้องการจะมาเป็น FBI? เธออาจจะต้องการหนีอดีตอันโหดร้ายบางอย่าง? หรืออาจจะเป็นแรงขับทางเพศ กับหัวหน้าของเธอ? ซึ่งในจุดนี้ ตัวภาพยนตร์ได้เฉลยเอาไว้คร่าวๆ จากความทรงจำเกี่ยวกับพ่อของเธอใน จิตไร้สำนึกของตัวสตาร์ลิ่งที่ผุดออกมาหลังจากการพบปะกับ ดร.เล็กเตอร์ในครั้งแรก ซึ่งอาจสรุปได้ว่า การที่ตัวสตาร์ลิ่งต้องการจะเป็น FBI อาจจะเนื่องมาจากที่พ่อของเธอซึ่งเป็นตำรวจท้องถิ่น ถูกโจรฆ่าตายเมื่อ ตอนเธออายุ 10 ขวบ พฤติกรรมที่เธอมุ่งมั่นต้องการจะเป็นตำรวจเหมือนกับ (หรือเหนือกว่า) พ่อของเธอนั้น ในทฤษฏีจิตวิเคราะห์ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในแนวคิดของ การถ่ายโอนความรู้สึกและการลอกเลียนบุคลิกภาพ (Transference and Identification) ในกรณีของสตาร์ลิ่งนั้น ตัวของเธอน่าจะมีความฝังใจในภาพลักษณ์ ตำรวจของพ่อ บวกกับความเหตุการณ์ที่เธอเสียพ่อไป ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์อันเลวร้ายที่สุดในชีวิต ทำให้เธอ มีความมุ่งมั่นในการที่จะสำเร็จการศึกษาเป็น FBI ให้ได้

 

          นอกจากนี้ ดร.เล็กเตอร์ ยังใช้การแลกเปลี่ยนข้อตกลงที่สตาร์ลิ่งจะต้องเล่าเรื่องส่วนตัวของเธอให้ ฟังเพื่อแลกกับข้อมูลของ "บัพฟาโล บิล" ซึ่งนับเป็นการใช้ วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกในรูปแบบหนึ่ง (ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้เนื้อเรื่องคืบหน้าต่อไป)ซึ่งช่วยในการอธิบายอาการที่แสดงออกมาทาง
พฤติกรรมของสตาร์ลิ่ง เช่น พฤติกรรมที่เธอมีความมุ่งมั่นที่จะต้องการจับตัวบิลให้ได้ก่อนที่เหยื่อรายล่าสุด จะถูกฆ่า ทั้งๆที่เธอถูกถอดจากหน้าที่การสืบสวนเรื่องนี้ไปแล้ว ในจุดนี้ ดร.เล็กเตอร์ ได้ใช้ทั้งการสัมภาษณ์ แบบเจาะลึก (Depth interview) และการวิเคราะห์ความฝัน (Dream Analysis) ซึ่งได้ผลว่า

 

          "การที่ตัวของสตาร์ลิ่งเก็บเอาความทรงจำอันโหดร้ายในวัยเด็กที่เธอต้องสูญเสียพ่อ ต้องไปอาศัยกับญาติที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ แต่แล้วในวันหนึ่งเธอก็ตัดสินใจหนีจากที่นั่นไป เพราะว่าเธอได้ยินเสียงร้องของลูกแกะที่กำลังจะถูกฆ่า เธอพยายามที่จะช่วยเหลือมันด้วยการ อุ้มลูกแกะตัวนั้นหนีไป แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด"

 

          ดร.เล็กเตอร์ ได้ใช้หลักการจิตวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมความมุ่งมั่นของสตาร์ลิ่งในการที่จะช่วยเหลือเหยื่อฆาตกร "บัพฟาโล บิล" เป็นเพราะเธอไม่อยากที่จะตื่นขึ้นมาในกลางดึกเพราะฝันร้ายที่ได้ยินเสียงร้อง ของลูกแกะที่เธอช่วยเหลือไม่สำเร็จในตอนเป็นเด็กต้องร้องอยุ่ภายใต้จิตสำนึกของเธออีกต่อไป และนี่ก็คือคำตอบของพฤติกรรมของตัวสตาร์ลิ่งเอง ในแง่ของจิตวิเคราะห์นี่อาจจะเป็นการชี้ให้ เห็นถึงแนวทางการบำบัด โดยการขุดค้นหาอดีตที่ฝังลึกในความทรงจำอันไร้สำนึกทีถูกลืมเลือน หรือถูกปิดกั้นไปแล้ว (unconscious memory) ของตัวบุคคลนั้นๆ ในที่นี้ก็คือตัวของสตาร์ลิ่งเอง ที่ได้พบกับเหตุผลในการทำหน้าที่ตามจับฆาตกรรายนี้และช่วยเหลือเหยื่อรายนี้ออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย

 

 

          กล่าวโดยสรุปก็คือ ภาพยนตร์เรื่องนี้อาศัยหลักการในทฤษฏีจิตวิเคราะห์ ของฟรอยด์ แฝงอยู่กับ คาแร็กเตอร์ของตัว ดร.เล็กเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่การดำเนินเรื่องเพื่อคลี่คลายปมขัดแย้งในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นตามท้องเรื่อง และคลายปมความขัดแย้งภายในตัวตนของนักสืบสตาร์ลิ่ง โดยอิงกับ หลักการศึกษาจิตไร้สำนึกของบุคคล (Unconcinous) เรียกได้ว่า ดร.เล็กเตอร์ ได้ให้ความช่วยเหลือแก่สตาร์ลิ่ง ในการแก้ไขปมขัดแย้งในการตามหาตัวฆาตกร และปมขัดแย้งภายในตัวเธอเอง ที่ต้องการ ค้นหาตัวตนและเหตุผลในการทำหน้าที่เป็นตำรวจสืบสวน FBI อย่างสมบูรณ์ที่สุด จนประสบความสำเร็จ อย่างที่เธอวาดไว้ดังหวัง รวมถึงเพื่อสนองความต้องการของตัว ดร.เล็กเตอร์เอง ที่ยังมีความรู้สึก อยากจะทำหน้าที่ของจิตแพทย์คนนึงในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ตนเองพอใจ